สาวจีนใส่ชุดวิวาห์, “ตามหาสามี”, หลังทิ้งไป,เพราะป่วยโรคร้าย

สาวจีนใส่ชุดวิวาห์ "ตามหาสามี" หลังทิ้งไป..เพราะป่วยโรคร้าย

สาวจีนใส่ชุดวิวาห์ “ตามหาสามี” หลังทิ้งไป..เพราะป่วยโรคร้าย

สุดสะเทือนใจ สาวจีนยืนชูป้ายตามหาสามี พร้อมใส่ชุดแต่งงาน ระบุว่าสามีขอหย่าร้างและพาลูกชายหนีไป หลังทราบว่าตัวเองเป็นลูคีเมีย ตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าหายไปอยู่ที่ไหน

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า หญิงสาวสวมใส่ชุดแต่งงานสีขาว ยืนชูป้ายประกาศอยู่กลางสวนสาธารณะในกลางเมือง เพื่อประกาศตามหา “สามีของเธอ” ที่ทอดทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย หลังจากที่ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมากว่า 2 ปี แต่เมื่อทราบว่าเป็นโรคมะเร็ง เขาก็หนีไปพร้อมกับลูกชายตัวน้อย และติดต่อไม่ได้อีกเลย

ตามรายงานระบุว่า เรื่องราวสุดสะเทือนใจของ “ดิงเจิน” สาววัย 28 ปี ที่ยืนชูป้ายติดรูปภาพหน้าตาของสามี พร้อมกับแจกใบปลิวประกาศให้กับผู้ที่ผ่านไปมาในสวนสาธารณะใจกลางเมืองจี่หนาน มณฑลชานตง โดยเธอก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา เพียงเพราะต้องหาตามหาสามีและลูกชายขวบเศษที่ขาดการติดต่อไป

จากป้ายประกาศที่เธอยืนถืออยู่นั้น เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้สังคมได้ทราบว่า เมื่อปี 2013 เธอกับสามีได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ทุกอย่างดูราบรื่นดี พวกเขามีลูกชายด้วยกันและเพิ่งคลอดออกมาเมื่อช่วงต้นปี 2015 แต่ต่อมาหลังจากที่เธอคลอดลูกได้ 2 เดือน เธอเริ่มมีอาการผิดปกติ ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกระยะหนึ่ง

กระทั่งข่าวร้ายมาเยือน เมื่อแพทย์วินิจฉัยพบว่า เธอมีอาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมียกลุ่มลิมโฟซิติค ทำให้ร่างกายของเธอทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ดิงเจิน แทบไม่มีโอกาสได้เลี้ยงลูกน้อยที่เพิ่งเกิดเลย ก่อนที่เธอจะเข้าทำการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด ท่ามกลางสุขภาพร่างกายที่ย่ำแย่ ยังต้องมาเผชิญกับข่าวร้ายซ้ำอีกรอบ

สามีของเธอได้ตัดสินใจหย่าร้างกับเธอ หลังจากที่พบว่าเธอป่วยเป็นโรคร้าย โดยตลอดเวลาที่ทราบว่า เธอเป็นโรคมะเร็งนั้น สามีแทบจะไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือดูแลเป็นกำลังใจเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่สามีของเธอจะหายตัวไป พร้อมกับนำลูกชายจากไปด้วย และทิ้งเงินเอาไว้ให้เพียง 15,000 หยวน เพื่อจ้างให้ไปรักษาตัวและหายไปจากชีวิตของเขา

อย่างไรก็ตาม ดิงเจิน ยังไม่สามารถติดต่อสามีและลูกของเธอได้ เธอพยายามทุกวิธีทางค้นหาและสืบเสาะหาเบาะแส เท่าที่เรี่ยวแรงจะมี แม้จะเฝ้ารอได้พบกับสามี ที่เบี้ยวนัดศาลจากกรณีที่ฟ้องหย่าร้างกันถึง 3 ครั้งแล้วก็ตาม ทำให้ยังไม่ทราบเลยว่า ตอนนี้พวกเขาไปอยู่ที่ไหน

ดิงเจิน ยังบอกอีกว่า เธอคิดถึงลูกชายเป็นอย่างมาก เธอมีเพียงอัลบั้มรูปภาพของลูกไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น ปัจจุบันเธอต้องย้ายกลับไปอาศัยอยู่กับครอบครัว ที่บ้านเช่าเล็กๆ ห่างจากตัวเมือง ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการป่วยก็ยังต้องใช้ต่อเนื่อง ยังต้องใช้ค่ารักษาผ่าตัดอีกจำนวนหลายล้านหยวน เธอก็ยังไม่ทราบว่าจะหาเงินก้อนนั้นมาจากที่ไหน แต่ตอนนี้เธอแค่หวังว่า ลูกชายของเธอจะแข็งแรงดีก็พอ

สาวจีน,คลิปดัง, กินข้าวโพดผ่านสว่าน, กระชากผมหลุดทั้งแผง

สาวจีนคลิปดัง กินข้าวโพดผ่านสว่าน กระชากผมหลุดทั้งแผง

สาวจีนคลิปดัง กินข้าวโพดผ่านสว่าน กระชากผมหลุดทั้งแผง

คลิปดังไปทั่วโลก สาวจีนทดลองกินข้าวโพดโดยใช้สว่านไฟฟ้า แต่ผมเข้าไปพันกับสว่าน ทำให้กระชากผมและหนังศีรษะหลุด กลายเป็นคลิปสยองระดับโลก

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า คลิปวิดีโอภาพหญิงสาวเล่นพิเรนทร์ ทดลองการกินข้าวโพดด้วยวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมในโลกโซเชียลมีเดีย เสียบฝักข้าวโพดเข้ากับสว่านไฟฟ้า ก่อนจะทานเข้าปากได้อย่างรวดเร็ว แต่ปรากฏว่าเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อเส้นผมของเธอเกิดพันติดกับสว่าน

ตามรายงานระบุว่า คลิปวิดีโอหญิงสาวชาวจีนหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ตั้งกล้องและโชว์ทดลองการทานข้าวโพดด้วยวิธีที่กำลังได้รับความนิยมกันอยู่ในตอนนี้ ด้วยการเสียบฝักข้าวโพดเข้ากับสว่านไฟฟ้า ก่อนจะเปิดสวิตซ์และอ้าปากทานข้าวโพดที่หมุนอยู่เข้าปากได้อย่างรวดเร็ว

แต่ดูเหมือนสิ่งที่ตั้งใจจะให้เป็นกลับเกิดความผิดพลาด เมื่อระหว่างที่หญิงสาวอ้าปากทานข้าวโพดอยู่นั้น เส้นผมที่ยาวสลวยของเธอดันพันติดกับสว่าน กลายเป็นภาพน่าสะพรึงกลัว เมื่อแรงดึงจากสว่านไฟฟ้ากระชากผมของเธอหลุดออกมา ทำให้ศีรษะของเธอแหว่งไปทันตา

คลิปวิดีโอได้มีผู้คนคลิกดูนับล้านครั้ง ก่อนจะแชร์แพร่กระจายไปทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทยด้วย เพจเฟซบุ๊กชื่อดังหลายแห่งลงคลิปดังกล่าวเตือนเป็นอุทาหรณ์ของคนที่อยากจะทดลองความพิเรนทร์เช่นนี้ และกลายเป็นคลิปวิดีโอดังกล่าวไปทั่วโซเชียลมีเดียในพริบตา

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าภาพจากคลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การแสดงแต่อย่างใด ล่าสุดหญิงสาวคนดังกล่าวได้เดินทางไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดที่ศีรษะ หลังจากที่สว่านกระชากผมส่วนหน้าของเธอหลุดไปทั้งแผง

เบื้องต้นแพทย์ได้ทำแผลที่เกิดขึ้นจากแรงกระชาก และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าว จำเป็นจะต้องปลูกผม เพื่อทดแทนเส้นผมที่เสียหายไป แต่ยังต้องรอให้บาดแผลที่เกิดขึ้นแห้งก่อน จึงจะสามารถปลูกผมให้กลับไปเป็นทรงเหมือนเดิม