สร้างแรงจูงใจในการทำงานให้ลูกน้อง

สร้างแรงจูงใจในการทำงานให้ลูกน้อง

สร้างแรงจูงใจในการทำงานให้ลูกน้อง

แน่นอนว่าการลาออกเป็นเรื่องปกติทั่วไปของทุกบริษัท แต่ในฐานะของหัวหน้าหรือผู้บังคับบัญชาอย่างเราแล้ว คงจะไม่อยากให้ลูกน้องลาออกสักเท่าไหร่ ทั้งลูกน้องทำงานดีแต่หากมีความจำเป็นต้องลาออก หรือลูกน้องอยากหาที่ใหม่ที่ดีกว่า ดังนั้นในฐานะหัวหน้าอย่างเรา ก็ต้องมีแรงจูงใจให้ลูกน้องบ้างไม่มากก็น้อย

จูงใจด้วยความก้าวหน้า

ไม่ใช่แค่เพียงตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาความสามารถของลูกน้องให้หลากหลาย ทั้งการสอนงาน การเทรนนิ่งกับหน่วยงานภายในองค์กร ส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ นอกองค์กรด้วย และหากพบว่าสิ่งที่ลูกน้องทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดเลย ก็อาจจะ Rotate งานเพื่อส่งเสริมให้เขาได้ทำในสิ่งที่เขาถนัด จะทำให้เขามีความสุขที่จะทำงานนั้นมากขึ้น

เข้าใจสไตล์ของแต่ละคน

ลูกน้องแต่ละคนมีความต่างกัน ทั้งความคิด นิสัย เพราะฉะนั้นเราจึงควรแยกแยะวีธีการสอนงาน การพูดคุย การสร้างแรงจูงใจที่แตกต่างกันออกไป เพราะหากใช้วิธีเดียวกัน ผลที่ได้ก็จะไม่สำเร็จเท่าที่ควร บางคนชอบใช้เหตุผลเป็นทฤษฎีมากกว่า บ้างก็ชอบความสร้างสรรค์หรือความเข้าใจมากกว่า

สภาพแวดล้อมโดยรวม

หลายออฟฟิศแฝงไปด้วยความอึดอัด กดดัน อาจเพราะการจัดที่นั่ง สถานที่ หรือไม่มีมุมผ่อนคลาย สมัยนี้ออฟฟิศส่วนใหญ่จะเน้นที่จิตใจของพนักงานเป็นหลัก อย่างเช่น มีมุมพักผ่อน นั่งดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ ผ่อนคลายอารมณ์ หรือสามารถให้เปิดเพลงคลอระหว่างการทำงาน จะช่วยให้พนักงานมีความสบายใจที่จะทำงานมากขึ้น อีกอย่างกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้องได้มากทีเดียว

นอกจากจะมีเรื่องหลักๆ 3 เรื่องดังที่กล่าวมาในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานของลูกน้องเพื่อลดอัตราการลาออกให้น้อยลงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้นแล้ว การที่เราเป็นหัวหน้าที่ใจกว้าง เข้าอกเข้าใจ ไม่มองเพียงแค่ว่าเขาคือลูกน้อง มองให้เขาเหมือนพี่น้อง ที่ต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพราะหากไม่มีเขางานเราก็ไม่สามารถสำเร็จไปได้ เพิ่มความรัก ความเข้าใจ การมีน้ำใจ การเอาใจใส่นอกเหนือจากเรื่องงาน จะยิ่งทำให้งานทุกอย่างราบลื่นมากยิ่งขึ้นและเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้นตามด้วย

5 ผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ทานได้น้ำตาลไม่สูง

5 ผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ทานได้น้ำตาลไม่สูง

เคยทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยโรคเบาหวานไหมคะ อันนั้นก็ทานไม่ได้ อันนี้ก็ทานไม่ได้ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วอาหาร และขนมไทยเราในปริมาณค่อนข้างสูงเหมือนกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งผลไม้ไทยที่ยังเจอน้ำตาลซ่อนอยู่ เลยทำให้เขาเหล่านั้นอดทานของอร่อยไปมากมาย แต่อันที่จริงแล้วผลไม้ที่ผู้ป่วยเบาหวานทานได้ก็มีอยู่มากมายไม่แพ้กันนะคะ จะมีอะไรบ้างนำข้อมูลจากรายการ Did You Know? คุณรู้หรือไม่ มาฝากกันค่ะ

 

 

ผลไม้ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน

ผลไม้ที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน ควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด มีปริมาณน้ำตาลต่ำ และมีกากใยสูง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้ช้าลง

 

1. แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลทีเส้นใยที่ละลายในน้ำได้ที่เราเรียกว่า “เพกทิน” อยู่สูงมาก เพกตินจะช่วยดักจับไขมัน ลดระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด และยังไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีวิตามินต่างๆ รวมไปถึงเบตาแคโรทีนอีกด้วย

ปริมาณที่แนะนำ : แอปเปิ้ลเขียว 1 ลูกเล็ก หลังอาหาร 1 มื้อ

 

2. ฝรั่ง

ฝรั่งเป็นผลไม้รสหวานน้อย และมีเส้นใยสูง ปริมาณแคลอรี่ต่ำ

ปริมาณที่แนะนำ : 1 ผลเล็ก ไม่เกิน ½ ผลใหญ่ ทานสดๆ แต่อย่าทานร่วมกับพริก เกลือ และน้ำตาล

 

3. กล้วย

กล้วยช่วยควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือดได้ เพราะการดูดซึมน้ำตาลเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้อิ่มนาน มีเส้นใยสูง และสามารถทานเป็นอาหารว่าง สำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้

ปริมาณที่แนะนำ :หากเป็นกล้วยหอม ให้รับประทานมื้อละ ½ ผล หากเป็นกล้วยไข่ หรือกล้วยน้ำว้า สามารถทาน 1 ผลเต็มๆ ได้

 

4. แก้วมังกร

แก้วมังกรอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุมากมายหลายชนิด มีเส้นใยสูง แคลอรี่ต่ำ และยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวาน ปริมาณที่แนะนำ : มื้อหนึงไม่ควรทานเกิน 10-12 คำ

 

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ทั้งสตอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ อุดมไปด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย

ปริมาณที่แนะนำ : มื้อละ 12 ผล

 

ข้อควรระวัง คือการทานผลไม้เหล่านี้ ต้องทานแบบสด ไม่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร หรือดัดแปลงใดๆ ทั้งสิ้น เช่น นำไปเชื่อม กวน ตากแห้ง คลุกน้ำตาล หรือแม้กระทั่งไม่ควรทานแบบจิ้มกับพริกเกลือน้ำตาล หรือน้ำจิ้มใดๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มน้ำตาลในร่างกายมากเข้าไปกว่าเดิมค่ะ

เนื้อหาโดย : Did You Know

“ช็อกโกแลตซีส” หายได้ เมื่อผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ

“ช็อกโกแลตซีส” หายได้ เมื่อผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ

ช็อกโกแลตซีส เป็นซีสที่รังไข่ซึ่งเป็นกลุ่มโรคเดียวกับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สาเหตุการเกิดมีหลายทฤษฎีแต่ที่มีการพูดถึงกันบ่อยและเข้าใจง่ายก็คือ การที่มีเลือดประจำเดือนและเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไหลผ่านท่อนำไข่ย้อนกลับเข้าช่องท้อง ไปเกาะตามเยื่อบุช่องท้องและมีการเจริญเติบโตต่อได้ ทุกครั้งที่มีประจำเดือนมา เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่เกาะในช่องท้องก็จะมีเลือดออกด้วย เลือดที่ออกทุกเดือนในท้องก็จะสะสมเป็นเลือดเก่า ๆ สีเหมือนช็อกโกแลต

วิธีสังเกตอาการผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะมีอาการปวดประจำเดือนที่มากขึ้น เนื่องจากช่วงที่มีประจำเดือนจะมีเลือดออกในท้อง ทำให้มีการระคายเคืองในเยื่อบุช่องท้อง หรือบางรายมีปวดท้องน้อยเรื้อรังรวมไปถึงการมีบุตรยาก แต่ในผู้ป่วยบางรายก็อาจจะไม่มีอาการเลยก็ได้ โดยตรวจเจอช็อกโกแลตซีสจากการตรวจภายในหรืออัลตร้าซาวน์อุ้งเชิงกราน ซึ่งผู้หญิงทุกคนที่มีประจำเดือนก็จะมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงจะมากขึ้นในรายที่มีอาการปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามาก และในรายที่ไม่เคยมีบุตร

การรักษาผู้ป่วยในรายที่ก้อนช็อกโกแลตซีสมีขนาดเล็กอาจจะรักษาโดยใช้ฮอร์โมนซึ่งจะช่วยให้ก้อนไม่โตขึ้นหรือบางรายอาจยุบหายไป แต่ถ้าหากก้อนมีขนาดใหญ่ มีอาการปวด หรือก้อนแตกรั่วในช่องท้องก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้เราสามารถทำการผ่าตัดได้ง่ายขึ้น โดยการผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ เพื่อเข้าไปตัดเฉพาะตัวซีสออก ซึ่งมีความคมชัดมากขึ้น มีความตื้นลึกของภาพ สามารถได้ภาพที่ละเอียดกว่า ส่งผลให้การผ่าตัดมีความแม่นยำ ทำให้เนื้อรังไข่ส่วนที่ดีถูกตัดออกน้อยกว่า นอกจากนี้ปลายเลนส์สามารถโค้งงอได้เข้าไปถึงตำแหน่งที่ผ่าตัดยาก ๆ ได้ง่ายกว่า ทำให้ผ่าตัดได้เร็วขึ้น เกิดผลแทรกซ้อนน้อยกว่า แผลมีขนาดเล็กกว่า เจ็บน้อยกว่า ฟื้นตัวเร็ว เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบเดิม

หลังจากผ่าตัดแล้วผู้ป่วยนอนพักในโรงพยาบาลเพียงคืนเดียว ก็สามารถกลับบ้านได้ และทำงานเบา ๆ เพียง 1-2 สัปดาห์ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องมีการตรวจติดตามสม่ำเสมอเพราะตัวช็อกโกแลตซีสมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูงหลังการผ่าตัด

สุดท้ายนี้ แพทย์อยากแนะนำให้คุณผู้หญิงหมั่นเข้ามาตรวจภายใน ร่วมกับการตรวจอัลตร้าซาวน์เป็นประจำทุกปี เพราะถ้ารู้ว่าเป็นช็อกโกแลตซีส การรักษาที่เร็ว ก็ให้ผลการรักษาที่ดีกว่า เพราะโรคดังกล่าวถือว่าพบได้บ่อยและมักกลายเป็นปัญหาเรื้อรังทั้งเรื่องปวดท้องรวมไปถึงการมีบุตรยากด้วย

 

นพ.วรวัฒน์ ศิริปุณย์
สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
โรงพบาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111
ภาพประกอบจาก istockphoto

หนทางสร้างรายได้หลายช่องทาง

หนทางสร้างรายได้หลายช่องทาง

หนทางสร้างรายได้หลายช่องทาง

เมื่อตอนที่แล้ว นิลองให้คุณตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘คุณจะสามารถสร้างรายได้ 1 ล้านบาท (อย่างถูกกฎหมาย) ภายใน 6 เดือนได้อย่างไร?’ ได้คำตอบอะไรกันบ้างคะ
สำหรับตอนนี้ หากคุณจะเริ่มต้นทำธุรกิจอะไร ที่สามารถขยายความสามารถในการสร้างรายได้ให้ออกไปหลากหลายช่องทาง ขอให้คิดถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่อาจสร้างรายได้จากรายการต่อไปนี้ค่ะ

1. สุขภาพและความงาม ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริม อาหารควบคุมน้ำหนัก อาหารสุขภาพ น้ำผักและผลไม้ปั่น เครื่องสำอาง การดูแลผิวพรรณ การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายกลางแจ้ง อย่างการวิ่งและการปั่นจักรยาน หรือจะเป็นการออกกำลังกายในร่ม เช่น โยคะและการออกกำลังกายใน fitness เป็นต้น

2. การปรับปรุงหน้าตา (ปรับ look) และทำตัวให้ทันสมัย เดิมทีโลกแฟชั่นและธุรกิจการรักษาผิวพรรณจะมุ่งไปที่สุภาพสตรี แต่ทุกวันนี้ตลาดสุภาพบุรุษกำลังตามมา นอกจากนี้ตามองค์กรชั้นนำก็สนใจที่จะเอาหลักสูตรการพัฒนาภาพลักษณ์ และบุคลิกภาพ มาเพื่อฝึกอบรมให้กับพนักงาน เพราะภาพลักษณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แนวโน้มอีกประการหนึ่งคือเสื้อผ้าขนาดใหญ่กว่าปกติสำหรับคุณสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ก็เป็นแนวโน้มที่น่าสนใจมากค่ะ

3. การท่องเที่ยวและพักผ่อน ตลาดการท่องเที่ยวและพักผ่อนนั้นใหญ่มหาศาลค่ะ ลองศึกษากรณีตัวอย่างของ Airbnb แล้วคุณจะรู้ว่า การทำธุรกิจการท่องเที่ยว ไม่จำเป็นที่จะลงทุนด้วยเงินจำนวนมากอีกต่อไป

4. การพัฒนาตนเอง คนจะยินดีจ่ายเงินเพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เช่น หนังสือ สัมมนา การเรียนรู้ผ่านอินเตอร์เนท รวมไปถึงการทำ Content marketing หรือการเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค เป็นต้น ธุรกิจนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างสูงมากในอนาคตค่ะ

5. เทคโนโลยี เช่น การพัฒนาแอพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ความสะดวกสบายของผู้บริโภค เป็นต้น รวมไปถึงบรรดาเหล่า start up ต่างๆ

6. การดึงดูดเพศตรงข้าม นี่ก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่ไม่เคยตกยุคตกสมัยค่ะ บริการจัดหาคู่ และหนังสือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ยังคงขายได้เสมอ

และสุดท้าย การให้บริการทางการเงิน เพราะสุดท้ายปลายทาง ทุกคนอยากจะเกษียณอายุอย่างมีความสุข ไม่มีใครอยากลงเอยชีวิตของตัวเองในบ้านพักคนชราเป็นแน่แท้ ดังนั้นการวางแผนการเงินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ค่ะ และการวางแผนการเงินก็ไม่ได้สำคัญเฉพาะคนที่จะเตรียมเกษียณอายุเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่สำคัญกับทุกคน ดังนั้นอาชีพนักวางแผนการเงินอิสระ จะเป็นอาชีพที่มาแรงมากๆ ค่ะ สนใจอาชีพนักวางแผนการเงิน CFP สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.tfpa.or.th หรือจะ email มาคุยกับนักวางแผนการเงิน CFP รุ่นพี่อย่างนิก็ได้ที่ nipapuntalk@hotmail.com ค่ะ

สร้างเงินออมฉุกเฉินด้วย 5 บัญชีเงินออมดอกเบี้ยสูง

สร้างเงินออมฉุกเฉินด้วย 5 บัญชีเงินออมดอกเบี้ยสูง

สร้างเงินออมฉุกเฉินด้วย 5 บัญชีเงินออมดอกเบี้ยสูง

‘ก่อนเริ่มต้นลงทุนควรสร้างเงินออมฉุกเฉินประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน’ นี่คือคำแนะนำเบื้องต้นก่อนเริ่มลงทุนทุกครั้ง แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าจะต้องเก็บเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ? แล้วเราต้องใช้เวลาในการเก็บเงินนานแค่ไหน?

การออมเงินสำรองฉุกเฉินนั้นคิดจากการนำรายจ่ายทั้งหมดภายใน 1 เดือนมาสำรองให้ได้ประมาณ 3-6 เดือน นั่นคือ หากเราไม่ได้ทำงานก็สามารถมีเงินสำหรับจ่ายเงินค่าดำรงชีวิตไปอีกอย่างน้อย 3-6 เดือนนั่นเอง เช่นนาย ก มีเงินเดือนจำนวน 15,000 บาท และมีรายจ่ายเดือนละ 10,000 บาท นาย ก ต้องการสำรองเงินฉุกเฉินไว้จำนวน 6 เดือน แสดงว่านาย ก ต้องออมเงินสำรองฉุกเฉินไว้จำนวน

10,000 x 6 = 60,000 บาท

เมื่อนาย ก มีเป้าหมายการออมแล้ว เรื่องต่อมาที่เป็นอีกข้อข้องใจของนาย ก ก็คือ แล้วจะนำเงินออมไว้ที่ไหนดี?

ตอนนี้การออมเงินโดยการฝากเงินไว้ในปัญชีออมทรัพย์เป็นทางเลือกสำหรับการออมเงินที่ไม่เน้นผลตอบแทน แต่เน้นรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เมื่อต้องการใช้เงินก็สามารถเบิกออกมาใช้ได้ทันที แต่ยังไงก็ทุกคนก็คงไม่ปฏิเสธว่า ‘ถ้าได้ดอกเบี้ยเยอะๆก็ดี’

Wise Choice จึงขอนำเสนอทางเลือกสำหรับการเก็บออมในบัญชีเงินฝากที่จะช่วยให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนตัดสินใจเลือกเพื่อสร้างเงินสำรองฉุกเฉินซึ่งถือเป็นก้าวแรกสู่ความมั่งคั่งให้กับตนเองได้

แน่นอนว่าแต่ละธนาคารย่อมมีเงื่อนไขในการเปิดบัญชีแตกต่างกันด้วย อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆก่อนเลือกเปิดบัญชีให้ดี

สำหรับมนุย์เงินเดือนแล้วการออมเงินจำนวน 10% ของเงินเดือนไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีวินัยไม่นำเงินเก็บออกมาใช้ก่อน ดังนั้นสิ่งสำคัญก่อนการลงทุนคือการเก็บออมและเริ่มต้นการลงทุนด้วยการเก็บออมและศึกษารายละเอียดที่จะทำให้เงินของคุณงอกเงยขึ้นมา เรียกได้ว่านอกจากจะได้ออมเงินแล้วยังได้เริ่มฝึกซ้อมลงทุนผ่านการออมอีกด้วย

บริษัท รับสร้างบ้านอุดร ด้วยเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัย

รับสร้างบ้านอุดร

          บริษัท โมเดิร์นดี รับสร้างบ้าน อุดร ขอนแก่น เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ตกแต่งบ้าน ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

          รับสร้างบ้านอุดร รับออกแบบ ตกแต่ง ต่อเติมบ้าน อาคาร มีสำนักงานตั้งอยู่ใน อุดร ขอนแก่น และโซนภาคอีสาน โมเดิร์นดี สร้างความแตกต่างที่เป็นคุณ “Make IT Different” จากทีมงานผู้ประสบการณ์ ความชำนาญการพิเศษเฉพาะทาง มากกว่า 20 ปี ผลงานมากกว่า 300 โครงการ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัย จึงทำให้เราได้รู้ถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง คุยง่าย เข้าใจคุณ ดำเนินนโยบายการออกแบบ ก่อสร้างบ้าน ภายใต้แนวคิด “The Different 4” เราเน้นความรับผิดชอบต่องาน และความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา พิสูจน์ได้ด้วยรางวัล สุดยอดผู้รับเหมาบิลด์ Golden Contractor 2014 และผลงานการก่อสร้างอาคารอีกมากมาย กว่า 300 โครงการ จึงทำให้ท่านสามารถมั่นใจได้ว่า ท่านควรเลือกเรา

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

http://www.modern-de.com/

รวบชายวัย35กรีดยางเงินไม่พอหันค้ายาระนอง

รวบชายวัย35กรีดยางเงินไม่พอหันค้ายาระนอง

รวบชายวัย35กรีดยางเงินไม่พอหันค้ายาระนอง

รวบชายวัย 35 รับอาชีพกรีดยางเงินไม่พอใช้ ผันตัวเป็นพ่อค้ายาเสพติด ส่งขายคนในพื้นที่ จ.ระนอง

ร้อยโท คฑายุทธิ์ เศรษฐมาน ผู้บังคับกองร้อยทหารราบที่ 2521 (ร้อย.ร.2521) ชุดเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมสุนัขทหาร เข้าทำการตรวจค้นบ้าน นายสุทธิชัย อายุ 35 ปี ชาว ต.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า นายสุทธิชัย มีพฤติกรรมเป็นผู้จำหน่ายยาบ้ารายใหญ่ในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ปกครองมีความเป็นห่วงลูกหลานจะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไปซื้อยาบ้ามาเสพ จึงแบ่งเจ้าหน้าที่ออกเป็น 2 ชุด ทั้งค้นภายในบ้านและนอกบ้าน โดยภายในบ้าน ซึ่งเป็นห้องนอนของ นายสุทธิชัย เจ้าหน้าที่พบตู้เซฟขนาดเล็ก พบยาจำนวนหนึ่ง ตรวจนับได้รวม 175 เม็ด ส่วนที่ค้นรอบบ้านไม่เจอยาเสพติด เจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบถามในเบื้องต้น ทราบว่าปกติ นายสุทธิชัย ทำอาชีพกรีดยางพารา แต่มาระยะหลังเงินค่ากรีดยางไม่พอซื้อยา จึงเอายามาขายในพื้นที่ ลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักกันดี เพราะร่วมกันเสพยา ซึ่งผู้ที่มาซื้อยาที่บ้าน จะมีตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปทำการสอบสวนอย่างละเอียด ต่อที่ ร้อย.ร.2521 เพื่อทราบแหล่งที่มาของยาและกลุ่มลูกค้า สำหรับทำการจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป

แฉรถไฟไทย-จีนฟันค่าที่ปรึกษาอื้อถึง 6 พันล้าน

แฉรถไฟไทย-จีนฟันค่าที่ปรึกษาอื้อถึง 6 พันล้าน

แฉรถไฟไทย-จีนฟันค่าที่ปรึกษาอื้อถึง 6 พันล้าน

แฉรถไฟไทย-จีนฟันค่าที่ปรึกษาอื้อถึง 6 พันล้าน กรุงเทพฯ-โคราชค่าสร้างกม.ละ 500 ล้าน
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ระบุว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้รายงานผลการประชุมครั้งที่ 11 โครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน หรือไฮสปีดเทรน กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ โดยจะแบ่งการก่อสร้าง 4 ตอน ได้แก่ ช่วงที่ 1 ระยะทาง 3.5 กม. จากสถานีกลางดง-ปางอโศก ช่วงที่ 2

ระยะทาง 10 กม. ช่วงที่ 3 ระยะทาง 120.5 กม. และช่วงที่ 4 ระยะทาง 119 กม. ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงจะเริ่มสร้างช่วงที่ 1 เป็นลำดับแรก เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ไม่มีทางยกระดับ ทางฝ่ายจีนจะออกแบบรายละเอียดการก่อสร้างส่งมอบให้ฝ่ายไทยภายใน 1 เดือนนี้ จากนั้นจะถอดแบบและประมาณการค่าก่อสร้าง ตั้งเป้าจะประกวดราคาและเริ่มสร้างเดือน ก.ย.นี้ ส่วนช่วงที่ 2-4 ฝ่ายจีนจะทยอยออกแบบรายละเอียดและส่งมอบให้ฝ่ายไทยได้ภายใน 8 เดือน คาดว่าเดือน ก.พ. 2560 จะก่อสร้างได้ครบทั้งโครงการ

“ขอให้จีนจัดคณะทำงานออกแบบรายละเอียดการก่อสร้างทั้ง 4 ตอนไปพร้อม ๆ กัน ไม่ต้องรอให้ตอนใดตอนหนึ่งเสร็จก่อน สาเหตุที่เลือกสร้าง 3.5 กม.ก่อน เพราะเป็นพื้นที่พร้อมที่สุด เป็นเขตทางรถไฟ ไม่ผ่านภูเขาหรือสะพาน หากมีการก่อสร้างระยะทางที่ยาวกว่านี้จะทำให้การออกแบบรายละเอียดนาน และไม่สามารถเริ่มสร้างได้ทันกำหนดเวลาปีนี้” นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวต่อว่า อีกทั้งเร่งให้คณะทำงานยกร่างกรอบความร่วมมือรูปแบบการก่อสร้างโครงการ จะดำเนินการรูปแบบ EPC ใน 2 ส่วน เพื่อเสนอ ครม.อนุมัติภายในเดือน ก.ค.นี้ คืองานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ฝ่ายไทยจะเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยเข้าร่วมก่อสร้างโครงการ และเพื่อให้สามารถดำเนินการก่อสร้างได้เร็วที่สุด

และงานระบบรางและรถไฟความเร็วสูง รวมทั้งระบบอาณัติสัญญาณ ฝ่ายจีนจะคัดเลือกรัฐวิสาหกิจของจีนมีผลงานด้านรถไฟความเร็วสูงที่มีคุณภาพ ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายไทยเป็นผู้ดำเนินการ อีกทั้งเร่งสรุปกรอบวงเงินลงทุนทั้งก่อสร้างและงานระบบที่กำลังต่อรองกับฝ่ายจีนเสนอราคาอยู่ที่ 189,981 ล้านบาท จะให้ไม่เกิน 1.8 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า ฝ่ายไทยจะขอจีนให้ปรับลดเงินลงทุนโครงการอยู่ที่กว่า 179,300 ล้านบาท โดยจะปรับลดค่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบโครงการ จากเดิมคิดอยู่ที่ 3.5-4.5 เปอร์เซนต์ ของมูลค่าโครงการ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท จะขอให้คิดที่ 1.25 เปอร์เซนต์ หรืออยู่ที่กว่า 1,000 ล้านบาท

ส่วนค่าก่อสร้างและค่าเวนคืนที่ดินยังเท่าเดิม ซึ่งค่าก่อสร้างประเมินไว้อยู่ที่ประมาณ 160,000 ล้านบาท ส่วนค่าเวนคืนที่ดินและค่ารื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคอยู่ที่กว่า 13,000 ล้านบาท สูงขึ้นจากเดิมเนื่องจากต้องรื้อย้ายท่อก๊าซของ ปตท.ที่กีดขวางแนวเส้นทางอยู่ประมาณ 80 กม. ช่วงจากกรุงเทพฯ-ภาชี และมีเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างสถานีสระบุรี จะไม่สร้างในตำแหน่งเดิม ขณะที่สถานีตลอดเส้นทางมี 5 สถานี ได้แก่ กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ปากช่อง และโคราช

ด้านการก่อสร้างแบ่งเป็น 4 ตอน ช่วงแรก 3.5 กม. จากสถานีกลางดง-ปางอโศก ช่วงที่ 2 ระยะทาง 10 กม. จากปากช่อง-คลองขนานจิตร ช่วงที่ 3 ระยะทาง 100 กม. จากแก่งคอย-โคราช (เว้นพื้นที่ช่วงแรก) ช่วงที่ 4 ระยะทาง 119 กม. จากกรุงเทพฯ-แก่งคอย โดยค่าก่อสร้างเฉลี่ยอยู่ที่ 500 ล้านบาท/กม.

ข่าวและภาพจาก www.thaipbs.or.th

น.1รวบโต๊ะบอลพนันยูโรรามอินทราโพย15ล.

น.1รวบโต๊ะบอลพนันยูโรรามอินทราโพย15ล.

น.1รวบโต๊ะบอลพนันยูโรรามอินทราโพย15ล.

น.1 แถลงจับโต๊ะบอลยูโร ย่านรามอินทรา พบเงินหมุนเวียนกว่า 15 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมรวบพนักงานอีก 10 คน

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงจับกุม นายภสุ สุธานนท์ และ นายสราวุฒิ ปรีชาบริสุทธิ์กุล เจ้าของบ้าน และพนักงาน 10 คน พร้อมของกลาง เครื่องคอมพิวเตอร์ 17 ชุด ใช้สำหรับรับแทงพนันฟุตบอล บัญชีผู้เล่นพนันฟุตบอลกว่า 2,500 คน โทรศัพท์มือถือ 35 เครื่อง สมุดบัญชี 23 เล่ม อาวุธปืนขนาด 6.35 มิลลิเมตร 1 กระบอก และรายการอื่น รวมทั้งสิ้น 11 รายการ ที่บ้านเลขที่ 12 ซอยรามอินทรา 27 แยก 6 ถนนรามอินทรา แขวงอนุเสาวรีย์ เขตบางเขน หลังลักลอบเปิดเป็นบ่อนพนันฟุตบอลออนไลน์

โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ ระบุว่า จากการสอบถามผู้ต้องหา ทราบว่า เว็บไซต์ดังกล่าวมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ โดยผู้ต้องหาเป็นตัวแทนรับแทงพนัน รับส่วนแบ่งร้อยละ 5 จากรายได้ทั้งหมด โดยทำมาประมาณ 4 เดือน แบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม มีสมาชิกทั้งหมด 3200 คน เริ่มรับแทงขั้นต่ำ 50 บาท ถึง 10,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ขณะแถลงข่าวมีนักพนันโทรศัพท์ เข้ามาลงทะเบียนรับแทงออนไลน์ ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และดำเนินคดีต่อไป

เตือนชำระหนี้ กยศ.เกินกำหนด 5 ก.ค. ของทุกปี ผู้กู้ถูกเบี้ยปรับร้อยละ 18 ต่อปี

เตือนชำระหนี้ กยศ.เกินกำหนด 5 ก.ค. ของทุกปี ผู้กู้ถูกเบี้ยปรับร้อยละ 18 ต่อปี

เตือนชำระหนี้ กยศ.เกินกำหนด 5 ก.ค. ของทุกปี ผู้กู้ถูกเบี้ยปรับร้อยละ 18 ต่อปี

ก่อนถึงวันที่ 5 ก.ค. ของทุกปี ลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทุกคนต้องชำระหนี้คืน หากไม่ชำระคืนตามกำหนดต้องเสียค่าปรับตามกฎหมายสูงถึงร้อยละ 18 ต่อปี

วันที่ (1 ก.ค. 2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน กยศ.ระบุเงื่อนไขการจ่ายค่าปรับเมื่อผู้กู้ไม่ชำระหนี้คืนตามกำหนดเวลาไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่าผู้กู้ต้องเสียค่าปรับร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 18 ต่อปี

โดยเงื่อนไขนี้ ผู้กู้ต้องทำความเข้าใจก่อนเซ็นสัญญา ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าผู้กู้เข้าใจคลาดเคลื่อน

สอดคล้องกับข้อมูลจากกองทุน กยศ. ระบุว่า ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่ศึกษาสัญญาอย่างละเอียด เช่น เงื่อนไขการชำระเงินคืน รวมถึงค่าปรับ

กยศ. เป็นกองทุนให้นักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 และกำหนดเวลาในการชำระคืนให้แล้วเสร็จภายใน 15 ปี โดยเริ่มผ่อนคืนหลังจากศึกษาจบแล้ว 2 ปี หากไม่ชำระตามกำหนดจะเสียค่าปรับในอัตราร้อยละ 18 โดยคิดจากฐานเงินต้นที่ขอกู้ยืม

ตัวอย่างเช่น หากนาย ก. กู้ยืมเงิน กยศ. จำนวน 100,000 บาท จบการศึกษาปี 2559 นาย ก. ต้องชำระเงินคืนงวดแรกวันที่ 5 ก.ค. 2562

หากนาย ก. ไม่ชำระตามวันเวลาดังกล่าว โดยขาดการติดต่อไป 3 ปี นาย ก.จะเสียค่าปรับปีละ 18,000 บาท ไม่รวมดอกเบี้ย

ปัจจุบัน ผู้ที่ขาดการชำระหนี้ กยศ.และถูกฟ้องร้องมีประมาณ 8 แสนคน คิดเป็นเงิน 37,000 ล้านบาท

สำหรับลูกหนี้ที่มียอดค่าปรับเนื่องจากชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด หากชำระเงินที่กู้ยืมเต็มจำนวนก่อนวันที่ 30 ก.ย.2559 จะได้รับการยกเว้นค่าปรับทั้งหมด

ภาพและข่าวจาก www.thaipbs.or.th