วีดีโอ Benchmark เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง GTX 1060 ปะทะ RX 480

ปี 2016 นี้นับเป็นปีแห่งการดวลเดือดเรื่องการ์ดจอจริงๆ หลังจากที่เว้นวรรคมานานพอสมควร โดยทั้งค่ายแดงและเขียวต่างก็ทำการ์ดจอรุ่นราคาไม่แพงมาสู้กัน โชว์จุดเด่นประสิทธิภาพที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง VR และ 4K โดยที่ราคาสมเหตุสมผล ไม่แพงจนเกินไป โดยทางมุมแดงเข็น RX 480 ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรมโพลาลิส ส่วนของมุมเขียวก็มากับชิป Pascal ที่มีคอร์ CUDA จำนวนมากถึง 1280  โดยตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็มีสินค้าออกมาให้ทดสอบกันเรียบร้อยแล้ว ก็เลยมีคลิปโชว์พลังของทั้งสองรุ่น ในการเปิดทดสอบเกม 16 เกมมาให้ชมกันว่า Benchmark ของแต่ละรุ่นแสดงพลังได้แค่ไหน

เกมทั้ง 16 เกมที่เปิดทดสอบนั้น จะปรับกราฟิกสูงสุด ทดสอบที่ความละเอียดสองระดับคือ 1080p และ 1440p นอกจากเทียบระหว่าง GTX 1060 กับ RX 480 แล้วก็ยังมีรุ่น GTX 970 กับ GTX 980 มาเทียบเพิ่มด้วย

GTX 1060

 

โน้ตบุ๊กที่คุณใช้ แรมแค่ไหนถึงจะพอ เพิ่มแรม อัพเกรดแรม ให้เล่นเกมได้ลื่นขึ้น

เป็นเรื่องพื้นฐานเลยสำหรับคนที่ใช้โน้ตบุ๊ก เมื่อมาถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องมีการอัพเกรดแรม เพื่อให้เพียงพอต่อแอพพลิเคชั่นที่ใช้ เพราะบางครั้งเราจะสังเกตได้จากอาการเปิดโปรแกรมช้าหรือเปิดไฟล์นานขึ้น หรือบางทีก็เล่นเกมใหม่ๆ ได้ไม่ลื่นนัก นอกเหนือจากกราฟฟิกชิปที่เป็นตัวแปรสำคัญ แรมก็ส่งผลต่อการเล่นเกมด้วยเช่นกัน

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ในปัจจุบัน โน้ตบุ๊กมีการออกแบบให้รองรับการอัพเกรดได้สะดวกขึ้น ไม่ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสล็อตแรมหรือการสนับสนุนแรมความเร็วสูง

HYPER-X-RAM-04

แต่แรมมากแค่ไหน ถึงจะเหมาะกับการใช้งานบนโน้ตบุ๊กของคุณ โดยทั่วไปเวลานี้ถ้าคุณออกไปซื้อโน้ตบุ๊กสักรุ่น แรมที่มีมาให้พื้นฐานจะอยู่ที่ 4GB ไม่ว่าจะเป็น DDR3 หรือ DDR4 ก็ตาม แทบไม่ต้องพูดถึงแรม 2GB เพราะคงหายากแล้ว ยกเว้นจะอยู่ในเครื่องประเภทเน็ตบุ๊ก ที่เหมาะสำหรับงานเบาๆ เล่นอินเทอร์เน็ตหรือเปิดงานทั่วไป เพราะส่วนใหญ่ยิ่งเป็นโน้ตบุ๊กในกลุ่มของเพาเวอร์ยูสเซอร์หรือเกมเมอร์ด้วย แล้ว ต้องว่ากันที่ 8GB ขึ้นไปเลยด้วยซ้ำ และมักจะเห็นแรม 16GB ในโน้ตบุ๊กประเภทนี้อยู่หลายรุ่นในท้องตลาด

HYPER X RAM-6

ส่วนแรมต้องมากแค่ไหน ถึงจะเหมาะกับความต้องการของคุณ

แนวทางที่ดีที่สุดเพื่อให้คุณใช้งานโน้ตบุ๊กได้ไหลลื่น ไม่ติดขัดก็คือ การอัพเกรดแรมให้มากที่สุด เท่าที่คุณจะจ่ายไหว เพราะโดยพื้นฐานโน้ตบุ๊กทั่วไปในเวลานี้ ล้วนแต่รองรับแรมได้อย่างน้อย 8GB หรือมากกว่านั้น สำหรับโน้ตบุ๊กที่เน้นประสิทธิภาพ อย่างเช่น Gaming notebook ที่ติดตั้งได้มากกว่า 16GB ขึ้นไป

ตัวอย่างเช่น MSI WS72-6QJ ซึ่งเป็นเวิร์กสเตชั่น มาพร้อมแรม DDR4 16GB หรือจะเป็น HP ENVY 14j กับแรม 12GB นั่นก็เพราะ คาแรคเตอร์ของโน้ตบุ๊ก ถูกวางไว้ให้ใช้งานตามลักษณะงานของโน้ตบุ๊กรุ่นนั้นๆ ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์เฉพาะทางก็ตาม

HP Launch Pavillion Gaming 15, Envy 13-17

ต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่แค่เพียงระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ที่เปิดใช้งานเท่านั้น ที่ดึงแรมไปใช้งาน แต่ยังมีบรรดายูทิลิตี้และเซอร์วิสต่างๆ ทำงานอยู่ในเบื้องหลังอีกมากมาย

สังเกตได้จากการเปิด Task manager ขึ้นมา แล้วดูในส่วนของ Memory usage ก็จะเห็นได้ว่า มีสิ่งใดที่กำลังใช้งานแรมอยู่บ้าง และใช้อยู่มากน้อยเพียงใด และต้องไม่ลืมว่าแค่อยู่ในโหมด idle ยังใช้แรมมากแค่ไหน บางครั้งเฉพาะระบบปฏิบัติการและโปรแกรมพื้นฐาน ก็ใช้งานไป 2.5GB เข้าไปแล้ว และเมื่อเปิดโปรแกรมหรือเกม บางทีก็ไปแตะอยู่ 3GB ปลายๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไม เปิดทุกอย่างช้าลง

Black-Ops-3_Ramses-Station_Into-The-Fray-Copy

ทางเดียวที่เราจะสามารถค้นหาว่าต้องใช้แรมมากเพียงใด ถึงจะเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้โน้ตบุ๊ก ก็คงต้องมาคำนวณภาพรวมการใช้แรมของซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เราใช้ ดังที่ปรากฏอยู่ในตาราง โดยที่คุณจะสามารถคำนวณแรมที่ต้องการได้ จากการรวมโปรแกรมที่ต้องใช้งานในเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น หากต้องการเพิ่มการท่องเว็บไซต์มากขึ้นใน Chrome และเปิดภาพจำนวน 10 ภาพบนโปรแกรมแต่งภาพ Paint.net โดยใช้ระบบปฏิบัติการและมีโปรแกรมป้องกันไวรัสที่รันอยู่เบื้องหลัง เมื่อรวมแล้วจะก็จะได้ปริมาณการใช้แรมที่ราวๆ 2.64GB หรือถ้าคุณต้องการรันเกม Call of Duty บนวินโดวส์ โดยที่ไม่ได้เปิดโปรแกรมอื่นๆ คุณอาจจะต้องการแรมถึง 4GB ในการทำงาน

Memory Usage

HP-Launch-Pavillion-Gaming-15-Envy-13-31

อีกด้านหนึ่งที่จำเป็นต้องให้ความสนใจก็คือ โน้ตบุ๊กที่มาพร้อมกราฟฟิกบนซีพียูหรือที่เรียกกันติดปากว่ากราฟฟิกออนบอร์ด ตัวอย่างเช่น Intel HD Graphic ที่ต้องอาศัยแรมระบบมาใช้ในการประมวลผลอยู่ด้วย เช่น คุณมีแรม 4GB เมื่อเช็คจริงๆ ตามการใช้งาน ก็จะเหลือไม่ถึง 3.8GB แม้ว่ากราฟฟิกจะไม่ได้จับจองแรมแบบตายตัวเหมือนในอดีต

แต่เมื่อจำเป็น ก็จะเรียกใช้แรมตามที่ระบุไว้ เช่น 2GB คุณก็อาจจะต้องเผื่อความจุเอาไว้ให้มากขึ้น แต่กับกราฟฟิกแบบแยก ก็จะใช้แรมที่มีในตัวการ์ด ไม่มายุ่งกับแรมในการปฏิบัติการมากนัก

MSI GT72S Gaming Notebook Review-102

นอกจากนี้ระบบปฏิบัตการเวอร์ชั่น 32 บิต จะไม่รองรับแรมที่มากกว่า 4GB ซึ่งเรื่องนี้อาจไม่น่าห่วงมากแล้ว เพราะโน้ตบุ๊กในตลาดเวลานี้ ส่วนใหญ่จะมาพร้อม Windows pre-install ในแบบ 64 บิต ที่ช่วยให้คุณใช้แรมได้มากกว่า 4GB

ปัญหาส่วนใหญ่ที่คนทั่วไปต้องการอัพเกรดแรมโน้ตบุ๊กเองมักพบก็คือ ไม่รู้ว่าโน้ตบุ๊กที่ใช้อยู่รองรับแรมได้มากน้อยเพียงใดหรือมีกี่สล็อต ตรงนี้ถือเป็นจุดสำคัญ เพราะว่าถ้าไม่รู้ จะก็จะซื้อแรมไม่ถูก จึงจำเป็นที่จะต้องเช็ครายละเอียดจากเว็บไซต์ผู้ผลิตโน้ตบุ๊ก บางรายจะมาพร้อมซอฟต์แวร์ Assistant ที่จะมีรายละเอียดบอกรุ่น ความเร็วของแรมที่ติดตั้งอยู่ เพื่อเป็นแนวทางให้เราสามารถเลือกซื้อแรมมาใช้ได้

Intel mobile chipset-1

อีกวิธีหนึ่งคือ ลองใช้โปรแกรมง่ายๆ ในการตรวจสอบ เช่น CPUz ที่จะบอกว่าโน้ตบุ๊กที่ติดตั้งอยู่เป็นรุ่นอะไร ความเร็วเท่าใด แม้จะไม่ได้บอกว่ามีสล็อตเหลือหรือไม่ เราก็ยังพอใช้การตรวจสอบจากตารางข้อมูลจาก Intel ที่จะบอกว่าซีพียูที่ใช้รองรับแรมกี่ GB ยังพอช่วยให้เราคาดเดาได้ว่า จะเพิ่มแรมได้อีกหรือไม่ ดูได้จาก แรมโน้ตบุ๊กเรามีกี่ Slot แล้วจะอัปเกรดได้กี่ GB เรามีคำตอบมาให้!

สุดท้ายหากเราไม่แน่ใจหรือไม่ทราบว่าจะอัพเกรดได้หรือไม่ กลัวสั่งซื้อมาผิด ก็อาจจะยกไปที่ร้าน หลายแห่งมีบริการอัพเกรดแรม และบอกเราได้ว่าจะอัพเกรดได้มั้ยหรือเพิ่มได้เท่าไร พร้อมติดตั้งให้เรียบร้อย สบายใจกว่าที่จะต้องอัพเกรดเอง

Virtual memory

ปัญหาที่คุณจะพบเมื่อคุณมีแรมน้อยกว่าความต้องการในการใช้แรมของคุณใน เวลาเดียวกัน นั่นคือ ระบบมีโอกาสหยุดการทำงานอัตโนมัติ และวินโดวส์จะใช้พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์หรือ Storage ที่คุณมีอยู่ ที่เรียกกันว่า Virtual Memory Technology แต่สิ่งนี้มีการทำงานที่ช้า ตั้งแต่การอ่านและเขียนข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์หรือ SSD เมื่อเทียบกับการอ่านและเขียนข้อมูลบนแรม ในเคสที่แย่ที่สุด ระบบก็จะไม่ตอบสนองการทำงาน คุณก็จะต้องรีสตาร์ทระบบด้วยการกดปุ่มเพาเวอร์บนเครื่อง ซึ่งนั่นก็อาจทำให้งานที่ยังไม่ได้เซฟปิดตัวลงหรือโปรแกรมบางอย่างที่กำลัง ใช้งานเสียหาย

ในด้านอื่นๆ การที่คุณใช้แรมไม่เกินขนาดแรมที่มีอยู่ในระบบ จะไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในภาพรวมของระบบ ส่วนการมีแรมขนาดใหญ่มากกว่าความต้องการ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย ด้วยเทคโนโลยี SuperFetch บน Windows 8 และ Windows 7 ช่วยให้การโหลดแอพพิเคชั่นที่ใช้บ่อยของคุณเอาไว้ในพื้นที่แรมว่าง นั่นก็จะทำให้คุณสามารถโหลดโปรแกรมได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพของระบบมัลติมาส์กกิ้งของโปรแกรมอื่นๆ ที่เปิดใช้อยู่

Kingston RAM

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้งานของคุณ ก็คือ แรมที่มีความเร็วสูง ซึ่งจะให้ความเร็วในการเชื่อมต่อระหว่างแรมกับซีพียู โดยเมนบอร์ดและซีพียูของโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ สามารถรองรับความเร็วได้มากกว่า 1600MHz เมื่อคุณซื้อโน้ตบุ๊กหรือโมดูลแรมสำหรับการอัพเกรด คุณควรจะมองหาแรม 1600MHz หรือเร็วมากกว่านั้น เช่น DDR3 1866 มาเพื่อใช้งาน หลีกเลี่ยงแรมความเร็วที่ต่ำกว่า (ยกเว้นในโมเดลที่ไม่สนับสนุน) คุณจะได้โน้ตบุ๊กที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นอีกพอสมควร

cpuz4

นอกจากนี้ลักษณะของเทคโนโลยี ก็มีผลต่อการใช้งานโน้ตบุ๊กของคุณเช่นกัน ดังเช่นการกำหนดค่าแรมในแบบ Dual-channel หลายคนให้ความสำคัญต่อการทำงานเช่นนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางหนรือเน้นประสิทธิภาพการทำงานแบบจริง จัง เพราะการใช้ Dual-channel ให้ผลการทำงานที่ดีกว่า ด้วยการเทียบจากค่าต่างๆ เช่นค่า Latency ที่ต่ำเท่ากัน แต่ผลที่ได้จาก 2 x 4GB จะดีกว่า 1 x 8GB เป็นต้น

HYPER-X-RAM-05

เช่นเดียวกับการอัพเกรดแรม สิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือ ความแตกต่างของแรมในแบบ SODIMM ซึ่งมีทั้ง DDR3 และ DDR3Lถ้าคุณคิดว่ามีแผนจะอัพเกรดแรมโน้ตบุ๊ก ความแตกต่างเหล่านี้ค่อนข้างสำคัญ เพราะต้องหาว่าโมดูลที่จะใช้กับแรมของคุณเป็นแบบใด เพื่อที่จะให้ระบบสามารถทำงานได้ตามปกติ อย่าลืมว่าแรมทั้งสองชนิดนี้ ต่างกันทั้งรูปแบบและการจ่ายไฟ

Dell Latitude 7000 Series “Tablet สวยเก่ง เพื่องานระดับองค์กร“

ไม่นานมานี้  ได้แนะนำ Latitude 7000 Series ในฐานะ Tablet ที่สวยและดูดีอีกรุ่นหนึ่งของวงการ ซึ่งมีความพิเศษเพราะตัวมันมีของเล่นเยอะสมควร วันนี้ Sanook! Hitech เลยไม่พลาดที่จะนำมารีวิวแบบสั้น ๆ ให้ได้สัมผัสกันว่ามันจะดีจนได้รับรางวัล CES 2016 มาครองหรือไม่

รายละเอียดของ Latitude 7275

– สีตัวเครื่อง ดำ

– ขนาด 290.87x 192.85 x8.22 มิลลิเมตร

– น้ำหนัก 730 กรัม

– CPU Intel Core m7-6Y75 Processor (4M Cache, up to 3.10) with vPro

– GPU Intel Graphic

– RAM 8GB

– ความจำในตัว SSD 128 GB

– WiFi 802.11 b/g/n/ac, Bluetooth V4.1

– จอขนาด 12.5 นิ้ว ความละเอียด 4K

– กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล

– กล้อหลัง 8 ล้านพิกเซล

– แบตเตอรี่ 3 Cell

หมายเหตุ สเปคสามารถปรับเปลี่ยนได้แต่ราคาจะเพิ่มขึ้น

รูปร่าง

ด้านหน้าของเครื่องกับหน้าจอขนาด 12.5 นิ้ว พร้อมกับความละเอียดที่สามารถเลือกได้ และสูงสุดระดับ 4K พร้อมกับทัชสกรีนได้ 10 จุด ให้ความสว่างและคมชัดพอสมควร พร้อมกับปุ่ม Windows และ กล้องหน้า

ด้านบน มีแค่ไมโครโฟน ตัดเสียงรบกวนได้เช่นกัน

ด้านล่างมี Port ต่อกับ Dock ไว้เสียบกับอุปกรณ์เสริมอย่าง Keyboard

ด้านข้างออกแบบได้บางผิดกับคอมพิวเตอร์เพื่อองค์กรอย่างมาก โดยฝั่งซ้ายมีช่องเสียบ USB-C 2 ช่อง พร้อมกับช่องเสียบหูฟัง ช่องใส่ Micro SD และปุ่มปรับระดับเสียงเท่านั้น

ด้านข้างขวามีปุ่มเปิดเครื่อง และช่องล็อคเครื่อง

ด้านหลังนอกจากโลโก้ Dell ที่ชัดเจนอลังการ และมาพร้อมกับกล้องหลัง แต่ไม่มี LED Flash

นอกจากนี้ตัวเครื่องยังออกแบบให้รองรับการใช้งานหลากหลายแบบ เช่นมีแผ่นสำหรับตั้งเครื่องเป็น Tablet Mode ได้

หรือจะเสียบกับ Keyboard แบบ Full Size ที่พิมพ์ง่าย

ภาพรวมของตัวเครื่อง สวยงามกว่าคอมพิวเตอร์ระดับองค์กรทั่วไป แต่รู้สึกน้ำหนักมากไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับในกลุ่มระดับเดียวกัน ถามว่ามันใกล้กับ HP Elite X2 ที่รีวิวไปก่อนหน้านี้ แต่ชอบกว่าเพราะสีของตัวเครื่องที่เรียกว่าดูดีขึ้นมากกว่าเดิมลงตัวขึ้นนั่นเอง

ประสิทธิภาพของ Dell Latitude 7275


การทดสอบประสิทธิภาพด้วย PC Mark 8 ให้คะแนนที่เรียกว่ารับได้ และดีสำหรับการประมวลผล SSD นอกจากนี้ยังรองรับมัลติทัชได้ 10 จุด ทำให้การทำงานผ่าน Windows 10 ทำได้ดีทั้งการเล่นเกมและการใช้งานทั่วไปเลยล่ะ

ส่วนแบตเตอรี่ขนาด 3 Cell เคลมไว้ว่าอยู่ได้ 7-10 ชั่วโมง แต่จากการทดสองใช้งานแล้วพบว่า มันอยู่ได้นานแต่ได้ประมาณ 6 เกือบ 7 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าปิดเปิด สามารถใช้งานได้นานกว่าหน่อย

หูฟัง iPhone 7 กำลังจะเปลี่ยนไป

ดูเหมือนว่ามีความเป็นไปได้สูงว่า iPhone 7 (ไอโฟน 7) จะมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์หูฟังแน่นอนแล้วครับ เพราะตามข่าวลือนั้นคือในไอโฟนรุ่นใหม่จะมีการยกเลิกช่องเสียบหูฟังแบบเก่าพร้อมทั้งเปลี่ยนไปใช้พอร์ต Lightning แทน ทำให้เป็นไปได้ว่าหากมีการเปลี่ยนจริง ๆ แล้ว iPhone 7 อาจบางลงอีก เรื่องเปลี่ยนดีไซน์คงไม่มีใครสนใจเท่ากับทำยังไงให้สายหูฟังอยู่กับเราได้นาน ๆ ไม่ห่วยเหมือนปัจจุบัน



ล่าสุดเว็บชื่อดังของจีนอย่าง weibo ได้ปล่อยภาพของ หูฟัง EarPods แบบใหม่ออกมาให้เราได้เห็นกันแล้ว นั้นเป็นการย้ำว่าพอร์ตของหูฟังมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน(ผู้เขียนเองก็เชื่อแบบนั้นครับ) ส่วนเรื่องที่หลาย ๆ คนหวังอย่างเรื่อง iPhone รุ่นใหม่จะสามารกันน้ำได้ เราอาจไม่ได้เห็นในปี 2016 ครับ


อีกไม่กี่เดือนนับต่อจากนี้เราก็จะได้เห็นตัวเครื่อง iPhone 7 (ไอโฟน 7) แน่นอน เอาเป็นว่าใครเป็นสาวกApple ก็หยอดกระปุกออมสินรอได้เลย!!

รีวิว (Review) Samsung Gear Fit2

สายรัดข้อมือจีพีเอสวัดการออกกำลังกายใหม่ล่าสุด กับดีไซน์ที่สวยลงตัวกว่าเดิม พร้อมสมบูรณ์แบบขึ้นอีกขั้นด้วยจอ Curved Super AMOLED ที่คมชัดขึ้น, จีพีเอสในตัว, หน่วยความจำที่มากขึ้น, เล่นเพลงได้ในตัว, Heart Rate Monitor ที่แม่นยำขึ้น และกันน้ำได้ดีกว่าเดิม บนระบบ Tizen ที่สดใหม่ ในราคาที่ใครก็เอื้อมถึง

Review Date (กรกฎาคม-2559)

ต้องยอมรับว่าไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ เริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนวัยทำงาน ที่ในอดีตนั้นชีวิตแต่ละวันดูห่างไกลจากการออกกำลังกาย หรือการใส่ใจสุขภาพ ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่เข้ามาเป็นอุปสรรค แต่ ณ ชั่วโมงนี้ด้วยอุปกรณ์ และระบบพื้นฐานที่สมบูรณ์ลงตัวมากขึ้น กระแสของการออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพจึงเป็นอะไรที่ทุกคนต่างให้ความสนใจ และเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

โดยอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้ก็เห็นจะเป็นอุปกรณ์ประเภทอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable), สายรัดข้อมือ (Sports Band) หรือนาฬิกาอัจฉริยะ (Smartwatch) ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนมีรูปลักษณ์ และประโยชน์ใช้สอยที่คล้ายคลึงกัน

มักมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่ชอบออกกำลังกาย หรือต้องการตัวช่วยในการดูแลสุขภาพเป็น หลัก และส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของนาฬิกา หรือสายรัดข้อมือที่เราเห็นอยู่ทั่วไป เพียงแต่ว่าผู้ผลิตจะเลือกใช้คำจำกัด ความว่าอย่างไรเท่านั้น

และหนึ่งในแบรนด์ที่เล็งเห็นทิศทางในอนาคต พร้อมพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือแบรนด์ ซัมซุง (Samsung) โดยทีมผู้บริหารระดับสูงตัดสินใจทุ่มสุดตัวด้วยการปลุกปั้นผลิตภัณฑ์ตระกูล Gear ขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะเมื่อราวปี ค.ศ. 2013 ไล่มาตั้งแต่ Samsung GalaxyGear, Samsung Gear 2, Samsung Gear 2 Neo, Samsung Gear Fit, Samsung Gear Live,Samsung Gear S, Samsung Gear S2 และล่าสุดก็คือ Samsung Gear Fit2 ซึ่งทีมงานของเรานำมารีวิวให้ชมกันในวันนี้นั่นเอง

สำหรับ Samsung Gear Fit2 นั้นเป็นนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Samsung Gear Fit ที่เคยสร้างความฮือฮาทั่วโลกมาแล้วเมื่อต้นปี ค.ศ. 2014 เรียกว่าแย่งซีน Samsung Galaxy S5 สมาร์ทโฟนเรือธงที่เปิดตัวออกมาพร้อมกันกลางงาน Samsung Unpacked 2014 เลยทีเดียว โดย Gear Fit2 รุ่นใหม่นี้ถูกอัปเกรดคุณสมบัติให้มีความครบเครื่องสมบูรณ์แบบมากกว่า Gear Fit รุ่นเดิมในหลายๆ จุดด้วยกัน

เริ่มตั้งแต่จอสัมผัสแบบ Curved Super AMOLED ที่โค้งมนโอบรับกับข้อมือมากขึ้น และแสดงผลได้ละเอียดคมชัดกว่าเดิม, ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Tizen, หน่วยความจำ RAM ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 512 MB, หน่วยความจำภายในที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 4 GB

ซึ่งช่วยให้สามารถเก็บไฟล์เพลง รวมถึงเป็นเครื่องเล่นเพลงได้ในตัว, จีพีเอสในตัวที่บอกระยะทางได้อย่างแม่นยำ, เซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) ที่แม่นยำมากขึ้น, เซ็นตรวจวัดความกดอากาศ (Barometer) และตัวเรือนที่สามารถกันน้ำได้ดีขึ้น

ด้วยคุณสมบัติของการป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68, แท่นชาร์จแบตเตอรี่แบบแม่เหล็กที่ใช้งานได้สะดวกคล่องตัวกว่าเดิม รวมถึงรองรับกับการออกกำลังกายมากถึง 15 ประเภท ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า Gear Fit2 รุ่นนี้มีการพัฒนาใหม่หมดจดแบบยกเครื่องเลยก็ว่าได้

ส่วนราคาค่าตัวของ Samsung Gear Fit2 นั้น ทาง ซัมซุง (ประเทศไทย) ได้ประกาศออกมาแล้ว โดยมีราคาอยู่ที่ 6,500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่า Gear Fit รุ่นพี่ที่เปิดขายด้วยราคา 5,900 บาท แต่ทว่า Gear Fit2 ก็มีความสามารถที่เหนือกว่า Gear Fit อยู่มากเช่นเดียวกัน โดย Gear Fit2 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครบทุกตัวแทนจำหน่ายในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้เป็นต้นไป และเชื่อว่าด้วยฟีเจอร์ของ Gear Fit2 ที่มาแบบครบเครื่องในราคาย่อมเยาเช่นนี้ คงมีหลายๆ ท่านที่กำลังให้ความสนใจ ดังนั้นวันนี้ทีมงานของเราจะพาทุกท่านไปติดตามกันว่า Gear Fit2 รุ่นนี้จะมีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากขนาดไหน และจะคุ้มค่าน่าใช้สมกับที่ใครหลายๆ คนรอคอยหรือไม่

 สรุปคุณสมบัติเด่นของ Gear Fit2

ก่อนที่จะไปติดตาม รีวิวของ Samsung Gear Fit2 กัน ก็อยากให้ทุกท่านได้ศึกษาคุณสมบัติในเบื้องต้นของสายรัดข้อมือจีพีเอส อัจฉริยะรุ่นนี้กันเสียก่อน ซึ่งน่าจะช่วยให้ท่านมองเห็นภาพรวมได้ดียิ่งขึ้นว่า Gear Fit2 นั้นมีจุดเด่นอย่างไร

 รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์ของ Gear Fit2

ตัวเรือนของ Gear Fit2 นั้นจะมีขนาดอยู่ที่ 51.2×24.5×11.9 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับ Gear Fit รุ่นแรก จะพบว่ากว้างกว่าเดิม แต่มีความยาวลดลง และมีความหนาลดลงเล็กน้อย ส่วนน้ำหนักตัวจะอยู่ที่ 28 กรัม เมื่อใช้สายรัดข้อมือขนาดเล็ก หรือ 30 กรัม เมื่อใช้สายรัดข้อมือขนาดใหญ่

ที่ด้านหน้าของตัว เรือนมีหน้าจอแสดงผลแบบ Curved Super AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 432×216 พิกเซล พร้อมกระจกหน้าจอแบบ Gorilla Glass 3 ที่มีความโค้งในระดับ 47.65R ซึ่งโค้งมากกว่า Gear Fit รุ่นแรก จึงรับกับข้อมือของผู้ใช้งานได้ดีขึ้น โดยกรอบของหน้าจอนั้นจะผลิตมาจากอโนไดซ์อะลูมิเนียมซึ่งมีความแข็งแรงทนทาน แต่ตัวเรือนส่วนอื่นๆ ที่เหลือนั้นเป็นพลาสติกโพลีคาร์บอเนต ผสานกับไฟเบอร์กลาส

ที่ด้านซ้ายของตัวเรือนไม่มีอะไรนอกจากพื้นผิวเรียบๆ

ที่ด้านขวาของตัวเรือนประกอบไปด้วยปุ่มย้อนกลับ (ปุ่มใหญ่) และปุ่มโฮม (ปุ่มเล็ก)

ที่ด้านบน และด้านล่างของตัวเรือนมีสลักสำหรับติดตั้งสายรัดข้อมือ

ที่ด้านหลังของตัว เรือนมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Monitor) รวมถึงเซ็นเซอร์จีพีเอส, เซ็นเซอร์ Accelerometer, เซ็นเซอร์ Gyro, เซ็นเซอร์ Barometer และขั้วโลหะสำหรับการเชื่อมต่อกับแท่นชาร์จแบตเตอรี่ ส่วนแบตเตอรี่ด้านในนั้นเป็นแบบ Li-ion ความจุ 200 mAh ซึ่งหากใช้งานตามปกติแบตเตอรี่จะอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน แต่หากใช้งานน้อยแบตเตอรี่จะอยู่ได้ประมาณ 5 วัน และหากมีการเปิดสัญญาณจีพีเอสเอาไว้ด้วย ก็จะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องสูงสุดประมาณ 9 ชั่วโมง

แท่นชาร์จที่มา พร้อมชุดจำหน่ายมาตรฐานของ Gear Fit2 นั้นเป็นแท่นชาร์จแบบแม่เหล็ก ซึ่งสามารถดูดตัวเรือนของ Gear Fit2 ให้เข้าตำแหน่งที่ถูกต้องได่โดยอัตโนมัติ จึงนับว่าสะดวกคล่องตัวเป็นอย่างยิ่ง และจุดเด่นอีกอย่างก็คือมีขั้วจ่ายไฟติดตั้งไว้ทั้งสองฝั่ง ดังนั้นไม่ว่าจะวางตัวเรือนของ Gear Fit2 ไว้ด้านไหน ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ไม่ต่างกัน

ขณะวางตัวเรือนของ Gear Fit2 ไว้บนแท่นชาร์จแบตเตอรี่ ก็เหมือนกับได้นาฬิกาตั้งโต๊ะสวยๆ ไว้ใช้งานที่บ้านอีกเรือนหนึ่ง

ผู้ใช้งานสามารถ พลิกตัวเรือนด้านใดก็ได้เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยขั้วจ่ายไฟแบบสองด้าน จึงนับว่าสะดวกไม่น้อย โดยการชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% นั้นจะใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง

Sniper Elite 4 เลื่อนกำหนดการปล่อย เจอกันต้นปี 2017

Rebilion ได้ออกมาเลื่อนเกมสไนเปอร์สงครามโลกภาคต่อ Sniper Elite 4 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากเดิมที่กำหนดการอยู่ในปี 2016 ตอนนี้ได้เลื่อนไปยังช่วงต้นปี 2017

ตั้งอยู่ในปี 1943 เราจะยังคงได้รับบทเป็น Karl Fairburne จากสองภาคแรกเช่นเดิม แต่ในภาคนี้เราจะได้เดินทางไปยังเมืองอิตาลี ฝ่าฟันไปตั้งแต่เมืองริมทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนียน ยันป้อมปราการของนาซีสุดใหญ่โตมโหฬาร นำเสนอแผนที่ๆใหญ่กว่าภาคสามและการผสมผสานระหว่างการลอบเร้นและบู๊ที่ลงตัว Sniper Elite จะวางจำหน่ายในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2017 บน PC,PS4 และ XBOX ONE

รวมวิธีง่ายๆ ในการทำความสะอาด iPhone แบบถูกหลัก และไม่เป็นอันตรายต่อหน้าจอ

สำหรับวิธีการดูแลรักษา iPhone นอกเหนือจากเรื่องของการใช้งานอย่างถูกวิธีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้มักจะละเลย นั่นก็คือ การทำความสะอาด iPhone นั่นเอง หลายๆ ท่านคงจะคิดว่า แค่ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ แล้วเช็ด ก็คงสะอาดแล้ว แต่ทราบกันหรือไม่ว่า จริงๆ แล้ว iPhone สกปรกมากกว่าห้องน้ำสาธารณะถึง 18 เท่าเลย ทีเดียว

เนื่องจากสิ่งสกปรกที่มองไม่เห็นบน iPhone ทำให้คิดกันไปเองว่า ตัวเครื่องคงไม่สกปรกอะไร แตกต่างจากห้องน้ำที่จำเป็นต้องทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ แต่วิธีในการทำความสะอาด iPhone ไม่สามารถใช้น้ำยาทำความสะอาดได้ทุกประเภท เพราะน้ำยาบางอย่าง มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนสารที่เคลือบหน้าจอนั่นเอง

ซึ่งทางเว็บไซต์ Techinsider เจ้าเก่า ได้แนะนำวิธีการทำความสะอาด iPhone ซึ่งมีให้เลือกถึง 3 วิธีด้วยกัน มาดูกันดีกว่า มีวิธีใดบ้าง

วิธีที่ 1 : ทำตามคำแนะนำของ Apple

ด้าน Apple แนะนำว่า ให้ใช้ผ้านุ่มๆ แบบปราศจากเส้นใย เช็ดทำความสะอาด iPhone โดยจะต้องทำการปิดตัวเครื่องเสียก่อน และหลีกเลี่ยงการ ทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำละลาย, สเปรย์แบบกระป๋อง, น้ำยาทำความสะอาดพื้น และน้ำยาเช็ดกระจก เพราะสารในน้ำยาเหล่านี้ จะทำลายสารที่เคลือบป้องกันรอยขีดข่วน และลดแสงสะท้อน (Oleo-Phobic Coating) บนหน้าจอได้ ซึ่งวิธีนี้ ถือว่า เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนหน้าจอและตัวเครื่องแต่อย่างใด

วิธีที่ 2 : DIY (Do It Yourself)

สำหรับวิธีนี้ ถือว่า ได้ผลมากกว่าคำแนะนำจาก Apple แต่ปลอดภัยต่อ iPhone เช่นกัน โดยให้ใช้แอลกอฮอล์แบบ Isopropyl Rubbing Alcohol ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์สำหรับล้างแผลและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และมีฤทธิ์รุนแรงกว่าแอลกอฮอล์ทั่วไป โดยใช้ในอัตรา 40% ผสมกับน้ำ 60% แล้วใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์จุ่มและเช็ดทำความสะอาดเฉพาะด้านหลังตัวเครื่อง รวมไปถึงใช้คัตตอนบัด จุ่มแล้วเช็ดตามร่องต่างๆ เช่น ขอบปุ่มปรับระดับเสียง, ปุ่ม Home, ปุ่ม Power แต่ห้ามนำส่วนผสมดังกล่าวมาเช็ดหน้าจอ เพราะเป็นอันตรายต่อหน้าจอนั่นเอง

วิธีที่ 3 : ใช้แสง UV

วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งความสะอาดแล้ว ยังปลอดภัยต่อตัว iPhone เช่นกัน ด้วยการนำ iPhone มาฉายแสงด้วยเครื่องฉายแสง UV ซึ่งแสง UV นี่เอง จะทำลาย DNA ของแบคทีเรียแบบถาวร แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอุปกรณ์ที่มีราคาแพงเกินไปเช่นกัน

รู้วิธีทำความสะอาด iPhone แบบง่ายๆ กันไปแล้ว ลองเลือกและนำไปปฏิบัติกันดูครับ

ถือว่าเด็ด! เมเจอร์ฯ ฉาย Now You See Me 2 พากย์เสียงอีสาน

ทำเอาคอหนังตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อเฟซบุ๊ค Major Cineplex Group (Thailand) ประกาศว่า ภาพยนตร์ดังที่กำลังจะเข้าฉาย Now You See Me 2 “อาชญากลปล้นโลก 2” มีเสียงอีสานให้แฟนๆได้รับชมกัน

เฟซบุ๊ค Major Cineplex Group (Thailand) เผยระบบเสียงการฉายภาพยนตร์ Now You See Me 2 ในสาขาภาคอีสาน จะมีถึง 3 ระบบเสียงให้แฟนๆ ได้เลือกชม ถือเป็นการเปิดทางเลือกการรับชมใหม่ให้แก่คนดู โดยจะมีอักษรขึ้นด้านหลังให้ผู้ชมสังเกตกันก่อนเลือกชมภาพยนตร์

เมื่อข่าวนี้ถูกเปิดเผยออกไปก็สร้างความสนใจให้คอหนังเป็นอย่างมาก ภาพยนตร์ Now You See Me 2 “อาชญากลปล้นโลก 2” มีกำหนดเข้าฉาย 9 มิถุนายน 2559 คอหนังภาคอีสานอย่าลืมไปลองเทสเสียงอีสานกันล่ะ!
 
ใครอยากรู้ว่าเสียงอีสานจะออกมาเป็นยังไง ไปดูตัวอย่างกันเลย!!
 
 
ตัวอย่างภาพยนตร์ Now You See Me 2 [เสียงอีสาน – เวอร์ชั่นเต็ม]

ขอบคุณข้อมูลจาก Major Cineplex Group (Thailand)

iPhone 7s ,เรือธงรุ่นอัปเกรดปี 2017 ,อาจพลิกโฉม,ดีไซน์ครั้งใหญ่,ด้วยจอ AMOLED 5.8 นิ้ว,แบบไร้ขอบ

iPhone 7s เรือธงรุ่นอัปเกรดปี 2017 อาจพลิกโฉมดีไซน์ครั้งใหญ่! ด้วยจอ AMOLED 5.8 นิ้วแบบไร้ขอบ และไร้ปุ่มโฮม พร้อม Touch ID, ลำโพง และกล้องหน้า ที่ผสานเป็นชิ้นเดียวกับหน้าจอ!

เรียกได้ว่าไอโฟนตัวท็อปรุ่นต่อไปประจำปี 2016 จากค่าย Apple อย่าง iPhone 7 ยังไม่ทันได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็มีการปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับไอโฟนที่จะเปิดตัวในปี 2017 ออกมาให้ได้ทราบกันเพิ่มเติมแล้ว โดยระบุว่าไอโฟนในปี 2017 นั้นจะมาพร้อมกับการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่

นักวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง Ming-Chi Kuo ที่มักจะคาดการณ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ได้อย่างแม่นยำ ได้ระบุเอาไว้ว่า iPhone 7 จะยังไม่มีจุดขายที่โดดเด่นมากนัก

และคาดว่าไอโฟนรุ่นต่อไปอย่าง iPhone 7s ที่คาดว่าจะทำการเปิดตัวในปี 2017 จะได้รับการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก และการดีไซน์ครั้งยิ่งใหญ่ รวมถึงจะมีหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่ขึ้นเป็น 5.8 นิ้วพร้อมปรับเปลี่ยนมาใช้หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED 

ซึ่งสอดคล้องกับอีกแหล่งข่าวแห่งหนึ่งที่อ้างว่าได้รับข้อมูลมาจากบุคลากรภายใน ของ Apple โดยระบุว่าไอโฟนที่จะเปิดตัวในปี 2017 จะมาพร้อมกับดีไซน์หน้าจอไร้ขอบแบบใหม่หมดจด และตัดปุ่มโฮมแบบดั้งเดิมออกแล้วแทนที่ด้วยปุ่มโฮมแบบดิจิทัล พร้อมครอบทับด้วยกระจกทั่วทั้งบริเวณด้านหน้าของตัวเครื่อง

รวมถึงฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือระบบ Touch ID เวอร์ชันใหม่, กล้องดิจิทัลด้านหน้า และลำโพงภายใต้หน้าจอแสดงผลด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2017 ทาง Apple อาจจะไม่เปิดตัวไอโฟนรุ่นอัปเกรดในชื่อ iPhone 7s ตามธรรมเนียมดังเช่นที่ผ่านมา แต่อาจจะเปิดตัวในชื่อ iPhone 8 แทน แต่อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต่างๆ ยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใด และยังเหลือเวลาอีกกว่าหนึ่งปีที่ไอโฟนรุ่นดังกล่าวจะเปิดตัวอย่างเป็นทาง การ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ารายละเอียดต่างๆ อาจมีความเปลี่ยนแปลงไปจากนี้

ที่มา : Appleinsider