บุกทลาย,บ่อนหนองคาย,พบจ่ายส่วย,จึงกล้าเปิด

บุกทลายบ่อนหนองคายพบจ่ายส่วยจึงกล้าเปิด

บุกทลายบ่อนหนองคายพบจ่ายส่วยจึงกล้าเปิด

ทหารสนธิกำลังฝ่ายปกครอง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ทลายบ่อนไพ่รวบ 8 ผู้ต้องหา เจ้าของ เผย จ่ายส่วยให้ตำรวจจึงกล้าเปิด

เจ้าหน้าที่ทหารจังหวัดหนองคาย – ฝ่ายปกครอง ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาประกอบด้วย 1.นางพวงพะยอม อายุ 44 ปี 2.นางคำพันธ์ อายุ 44 ปี 3.นางทองม้วน อายุ 60 ปี 4.นายสมชาย 44 ปี 5.นางสาวกนกนุช อายุ 41 ปี 6.นางจารุวรรณ อายุ 35 ปี 7.นางยุพิน 8.นางสาวเจนจิรา อายุ 56 ปี พร้อมของกลางไพ่ 11 สำรับ เงินสด 680 บาท และแจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันลักลอบเล่นการพนันไพ่ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย โดยแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มกับ นางจารุวรรณ คือเป็นเจ้าบ้านเปิดให้มีการลักลอบเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย สำหรับการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดหนองคาย นำโดย ร.อ.อนุชา ศรีอำไพวราภรณ์ หัวหน้า ชป.พท.ร.13 พัน 1 สืบทราบว่าในพื้นที่ตำบลหนองนาง อำเภอท่าบ่อ มีการลักลอบเปิด
บ่อนการพนัน จึงได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ ฉก.ตชด.24 ฝ่ายปกครองอำเภอท่าบ่อ นำกำลังเข้าปิดล้อมจับกุมที่บ้านเลขที่ 193 หมู่ 1 ต.หนองนาง ซึ่งเป็นบ้านของ นางจารุวรรณ และจับกุมนักพนันได้ทั้งหมด 8 ราย พร้อมของกลางโดยผู้ต้องหาทุกคนได้ให้การรับสารภาพ ด้าน นางจารุวรรณ ได้เล่าให้สื่อมวลชน พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร และฝ่ายปกครอง ฟังว่า ที่กล้าเปิดบ่อนไพ่นั้น เนื่องจากตนได้จ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่งแต่สุดท้ายก็ต้องมาโดนจับ

พธม.,ค้านชงกม.,ปรองดอง,เสรี,ยันช่วยเหลือทุกฝ่าย

พธม.ค้านชงกม.ปรองดอง-เสรียันช่วยเหลือทุกฝ่าย

พธม.ค้านชงกม.ปรองดอง-เสรียันช่วยเหลือทุกฝ่าย

กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วย สปท. เสนอกฎหมายปรองดอง ห่วงช่วยคดี พัชรวาท สลายม็อบปี 51 ทางด้าน ‘เสรี’ ยัน ข้อเสนอ สปท. ช่วยเหลือทุกฝ่าย เพื่อสร้างปรองดองในสังคม

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของ สปท. ที่จะกำหนดแนวทางสร้างความปรองดองและนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดทางการเมือง เพราะมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลต่อการช่วยเหลือคดีสลายการชุมนุม กลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยมี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องอยู่ในคดีนี้ หลังจากมีความพยายามให้ ป.ป.ช. ดำเนินการถอนฟ้องคดี แต่ยังไม่สำเร็จ

ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอนี้เป็นการเหวี่ยงแหนิรโทษกรรมให้คนบางคนได้ผลประโยชน์หรือไม่ ทั้งที่กลุ่มการเมืองแต่ละฝ่าย ก็ไม่ต้องการ เนื่องจากแนวคิดนี้ไม่มีการแยกแยะถึงสาเหตุการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน มองแต่ปัญหาปลายเหตุ ซึ่งการที่จะนิรโทษกรรมใคร ควรที่จะมีการถามเจ้าตัวก่อน และการจะปรองดองที่ดีคือปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ใครไม่ผิดก็หาทางเยียวยา

“เสรี” ยัน ข้อเสนอ สปท. ช่วยเหลือทุกฝ่าย

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยอมรับว่า แนวคิดสร้างความปรองดองเพื่อนิรโทษกรรมหรือยกเว้นโทษทางการเมืองในครั้งนี้ ครอบคลุมถึงการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เข้าไปดำเนินการต่าง ๆ ต่อกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ถือเป็นการช่วยเหลือทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความปรองดองในสังคม

ผอ.iLaw,ยื่นผู้ตรวจฯพ.ร.บ.,ประชามติ,ละเมิดสิทธิ,ขัดรธน.

ผอ.iLawยื่นผู้ตรวจฯพ.ร.บ.ประชามติละเมิดสิทธิขัดรธน.

ผอ.iLawยื่นผู้ตรวจฯพ.ร.บ.ประชามติละเมิดสิทธิขัดรธน.

ผอ. iLaw ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ร.บ.ประชามติ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมด้วยอดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตกรรมการเลือกตั้ง อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และเครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนต่าง ๆ เดินทางเข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่าน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการและโฆษกสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีที่เห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสองและวรรคสี่ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะในวรรคสองบัญญัติถึงการกระทำความผิดโดยใช้ถ้อยคำที่กว้างและคลุมเครือ คือคำว่า รุนแรง ก้าวร้าว และปลุกระดม ทำให้ประชาชนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ และมีการกำหนดโทษที่รุนแรงเกินไป จึงเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ไม่ได้ ดังนั้น จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเร่งพิจารณาและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว ในมาตรา 61 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ญาญ่า,หลุดปากเรียก, ณเดชน์, ที่รัก ,ได้ยินแล้วฟินเวอร์

ญาญ่า หลุดปากเรียก ณเดชน์ ที่รัก ได้ยินแล้วฟินเวอร์

ญาญ่า หลุดปากเรียก ณเดชน์ ที่รัก ได้ยินแล้วฟินเวอร์

ทำเอาแฟนคลับฟินหนักมาก สำหรับความสนิทของสองพระนางคู่จิ้น “ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์” และ“ณเดชน์ คูกิมิยะ” เมื่ออยู่ดีๆ นางเอกสายแบ๊วของเราก็เผลอหลุดปากเรียกพี่ชายคนสนิทกลางรายการ“Natcha The Explorer” ว่า “ที่รัก ที่รัก” ซึ่งงานนี้นอกจากจะทำให้แฟนๆ ที่นั่งดูอยู่หน้าจอถึงกับฟินจิกหมอนแล้วนั้น ยังทำให้บรรดาขาเม้าท์อดสงสัยไม่ได้ด้วยว่าทั้งคู่ขยับความสัมพันธ์ไปอีกขั้นแล้วไหมเอ่ย ??

ล่าสุดพอมีโอกาสเจอได้กับสาวญาญ่าในงาน “ลองฌอมป์ แฟล็กชิพ สโตร์” เจ้าตัวก็ได้เผยกับเราว่า สำหรับคำพูดดังกล่าวจริงๆ แล้วเป็นเพียงแค่การพูดแกล้งน้องณัชชาเพื่อให้รายการดูสนุกเท่านั้น แถมที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเรียกหนุ่มณเดชน์ว่าที่รักมาก่อน พร้อมออกปากเคลียร์สถานะตัวเองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกาวใจให้สองเพื่อนซี้ “หมาก – คิมเบอร์ลี่” หลังมีข่าวเม้าท์ว่าทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วงระหองระแหง…

ล่าสุดในรายการน้องณัชชาเหมือนว่าเราหลุดปากเรียกพี่ณเดชน์ว่าที่รัก ?
“จริงเหรอคะ (หัวเราะ) เราแกล้งกันหรือเปล่าคะ หนูแกล้งน้องเฉยๆ”

แต่หลายคนก็แซวไปแล้วว่าเราเรียกพี่เขาว่าที่รัก ?
“ไม่ค่ะ เรียกว่าพี่ณเดชน์ หรือไม่ก็พี่แบร์ค่ะ”

ไม่ได้มีจังหวะลืมตัวหรือว่าหลุดใช่ไหม ?
“คือถ้าจะลืมตัวจริงๆ ก็คงเรียกแบบว่า ดู๊ด หรือไม่ก็ เฮย์ แมน มากกว่าค่ะ”

ปกติเราเคยเรียกพี่เขาว่าที่รักบ้างไหม ?
“(ยิ้ม) ยินดีค่ะ ยินดีที่ทำให้ฟินค่ะ”

มีข่าวว่าเราช่วยเป็นกาวใจให้หมากกับคิม หลังจากที่เขาสองคนมีข่าวว่ากำลังงอนกัน ?
“ไม่นะคะ จริงๆ หนูก็เป็นเพื่อนกับทั้งสองคนด้วย อีกอย่างเขาก็ไม่ได้ทะเลาะกัน เขาแค่ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกันเฉยๆ ก็เท่านั้นเอง”

เราทราบไหมว่าเขาสองคนงอนกันจริงหรือเปล่า ?
“หนูไม่รู้ค่ะ เรื่องลึกๆ เราไม่ค่อยถามกัน อีกอย่างหนูเป็นเพื่อนกับทั้งสองคนด้วย ก็เลยไม่ได้อยากถามอะไรว่าเขามีปัญหากันหรือเปล่า แต่ถ้าถามหนูเท่าที่หนูสังเกตดูก็คือเขาก็โอเคนะคะ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน”

แต่เหมือนช่วงสงกรานต์หมากไปญี่ปุ่น ส่วนคิมเขาก็บินตามไปหาเรา คนก็เลยตีความว่างอน ?
“ไม่ได้งอนค่ะ เขาน่าจะแพลนกันไว้แบบนี้ตั้งแต่แรกหรือเปล่า หนูไม่รู้ หนูไม่รู้”

ปกติในกองเขาสวีทกันไหม ?
“เขาก็สวีทกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”

อิจฉาไหมคู่เขาหวานกันขนาดนี้ ?
“อิจฉาค่ะ เขาน่ารักดี (หัวเราะ) คือหนูมองว่าเขาเป็นคู่ที่ค่อนข้างลงตัว เป็นเพื่อนกันก็ได้ จะหวานกันก็ได้ น่ารักดี”

แล้วคู่เราสู้ไม่ได้เหรอ ?
“ไม่ได้เป็นแนวนั้นค่ะ เราเป็นเพื่อนๆ ลุยๆ กันค่ะ”

ปกติพี่ณเดชน์มีมาหาที่กองบ้างไหม ?
“ไม่ต้องมาหาหรอกค่ะ เราถ่ายละครด้วยกันอยู่ เดี๋ยวถ้าเจอกันทุกวันแล้วเบื่อแย่เลยค่ะ (หัวเราะ)”

ก่อนหน้านี้เห็นว่า ติงลี่ ชวนเราไปเล่นหนังด้วย คืบหน้ายังไงบ้าง ?
“เขาก็ส่งเรื่องย่อได้มาให้ดูนะคะ แต่ว่าคือเขาชวนเฉยๆ มากกว่า ยังไม่ได้มีการคุยแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย เหมือนเขาแค่เอ่ยปากชวนเฉยๆ จะได้เล่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาจะให้หนูเล่นจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ”

รอยแผลที่โดนแมงกะพรุนตอนนี้เป็นยังไงบ้าง หลายคนยังคนเป็นห่วง ?
“อาการดีขึ้นแล้วนะคะไม่รู้สึกอะไรแล้ว แค่ตัวแผลมันอาจจะหายยากนิดหนึ่ง คุณหมอเองก็บอกว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี ถึงเนื้อมันจะขึ้นมา เพราะแผลมันหายยากมากจริงๆ ตอนนี้ก็ทำทุกอย่างเลยทั้งทายา เลเซอร์ รวมถึงภาวนาให้มันหาย (หัวเราะ) ถามว่าเสียความั่นใจไหม เอ่อ…ตอนแรกๆ โกรธมากเลยนะเวลาคนมองขา แต่ว่าตอนนี้ก็โอเค เนื้อมาเต็มแล้ว ไม่ได้เป็นหลุมอะไร อีกอย่างเครื่องสำอางช่วยได้ด้วยนะ”

หมอนพรัตน์,เปิดใจ,พูดครั้งแรก ,แยกทาง ,หญิงแย้, หลังวิวาห์ 3 เดือน

หมอนพรัตน์ เปิดใจพูดครั้งแรก แยกทาง หญิงแย้ หลังวิวาห์ 3 เดือน

หมอนพรัตน์ เปิดใจพูดครั้งแรก แยกทาง หญิงแย้ หลังวิวาห์ 3 เดือน

จากกรณีข่าวซุบซิบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเซเลปคนดัง “หญิงแย้ นนทพร” กับสามี “หมอนพรัตน์ รัตนวราห์” กระทั่งมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อฝ่ายหญิงออกมายืนยันอย่างไม่เป็นทางการว่า ได้แยกทางกันสามีแล้ว ตั้งแต่ช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา และได้นัดสื่อมวลชนแถลงข่าวเรื่องนี้ในช่วงบ่ายวันนี้ (10 พ.ค.)

ทางฝ่ายของ หมอนพรัตน์ ล่าสุดก็มีความเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน โดยเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา คุณหมอได้โพสต์ภาพและข้อความชี้แจงแบบละเอียดยิบ ผ่านอินสตาแกรม @dr_nopparat พูดถึงกระแสข่าวการเลิกรากันกับ หญิงแย้ ที่เจ้าตัวบอกว่า รู้สึกตกใจกับข่าวที่ออกมา เพราะข้อมูลคลาดเคลื่อนไปเยอะ ทั้งยังโดนกระแสโจมตีด้วย

“หลังเสร็จจากผ่าตัดวันนี้ รู้สึกตกใจครับ ที่มีข่าวไม่ดีของผมกับแย้กระจายทั่วเน็ต ก่อนอื่นต้องขออภัยครับ ที่ทำให้ทุกท่านให้ผิดหวัง และต้องขอโทษ พี่ๆ สื่อทุกท่านที่ผมไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ เนื่องจากติดเคสผ่าตัดหลายเคสและไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ด้วยครับ

แต่เมื่อได้อ่านย้อนหลัง พบว่าแหล่งข่าวน่าจะมีความคลาดเคลื่อนพอสมควร รู้สึกตกใจมากครับ โดยเฉพาะประเด็นที่มีการบีบบบังคับ ซึ่งความจริงแล้ว ชีวิตทั้งก่อนและหลังแต่งงาน สำหรับผมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังปฏิบัติต่อแย้ดีเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ได้มีการบีบบังคับอะไร มีเพียงขอให้แย้อย่ากลับบ้านดึก สังสรรค์ลดลงบ้าง อย่าโพสต์รูปที่ดูโป๊เกินไป

ซึ่งทั้งนี้ก็เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีและสุขภาพของตัวแย้เอง แย้ไม่ต้องรับผิดชอบงานอะไรในบ้านเลย ผมภูมิใจที่เค้าทำงานนอกบ้าน และถึงแม้แย้จะไม่ค่อยได้ปฏิบัติตามที่ขอเท่าไร แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรแย้เลย ค่อนข้างให้ความรัก และให้เกียรติและตามใจแย้มากด้วยครับ เชื่อว่าข่าวนี้ไม่ได้มาจากแย้โดยตรงเพราะแย้ย่อมทราบดีว่าความจริงคืออะไร

ตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ผมรู้สึกเสียใจมาก กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามหาเหตุผลให้กับตัวเอง และพยายามติดต่อแย้และครอบครัว เพื่อมาปรับความเข้าใจกัน เพราะผมเชื่อว่า คนที่ครองรักกันต้องมีความรัก ความห่วงใยความใส่ใจ อดทนหนักแน่นและให้อภัยกัน

ถึงแม้จะทำผิดอะไร หรือมีช่องว่างมากแค่ไหนก็ตาม ก็ควรพยายามมาลองปรับทัศนคติและปรับตัวเข้าหากันก่อนที่จะสรุปว่าไปกันไม่ได้ แต่ที่ผมทำได้คือ แค่ได้คุยโทรศัพท์สั้นๆและไลน์บ้างเล็กน้อย และติดต่อไม่ได้อีกเลย จึงไม่มีโอกาสได้พูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

มาถึงจุดนี้ผมรู้สึกเป็นห่วงแย้ เรื่องที่ให้สัมภาษณ์ เพราะในส่วนตัวยังรู้สึกดีและมีความผูกพันธ์ที่คบกันมาอย่างมีความสุขมาหลายปี เป็นห่วงในเรื่องที่การให้สัมภาษณ์ที่มันทำให้ภาพลักษณ์ของตัวแย้เองเสียหาย อยากให้เค้าใจเย็นๆและตั้งสติ ทุกปัญหามีทางแก้ครับ และขอร้องทุกท่านอย่าได้ว่าแย้เลยครับ ความคิดเห็นคนเราแตกต่างกันได้ครับ

สำหรับเรื่องแถลงข่าวผมมองว่า เราควรทำก็ต่อเมื่อได้พูดคุยกันแล้วอย่างตกผลึกว่า ปัญหาเกิดจากอะไรและมันไม่สามารถไปกันได้แล้วจริงๆ แล้วค่อยไปแถลงข่าวให้ทุกท่านทราบพร้อมกัน น่าจะดีกว่าครับ ไม่อยากให้มันเป็นภาพสาดโคลนกันไปมาครับ

ขอขอบพระคุณท่านผู้ใหญ่ทุกท่านและเพื่อนฝูงที่กรุณาโทรมาให้กำลังใจ และผู้ใหญ่หลายท่านอยากให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ ลองปรับความเข้าใจกันครับ ขอบคุณมากครับ”

สาวจีนใส่ชุดวิวาห์, “ตามหาสามี”, หลังทิ้งไป,เพราะป่วยโรคร้าย

สาวจีนใส่ชุดวิวาห์ "ตามหาสามี" หลังทิ้งไป..เพราะป่วยโรคร้าย

สาวจีนใส่ชุดวิวาห์ “ตามหาสามี” หลังทิ้งไป..เพราะป่วยโรคร้าย

สุดสะเทือนใจ สาวจีนยืนชูป้ายตามหาสามี พร้อมใส่ชุดแต่งงาน ระบุว่าสามีขอหย่าร้างและพาลูกชายหนีไป หลังทราบว่าตัวเองเป็นลูคีเมีย ตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าหายไปอยู่ที่ไหน

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า หญิงสาวสวมใส่ชุดแต่งงานสีขาว ยืนชูป้ายประกาศอยู่กลางสวนสาธารณะในกลางเมือง เพื่อประกาศตามหา “สามีของเธอ” ที่ทอดทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย หลังจากที่ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมากว่า 2 ปี แต่เมื่อทราบว่าเป็นโรคมะเร็ง เขาก็หนีไปพร้อมกับลูกชายตัวน้อย และติดต่อไม่ได้อีกเลย

ตามรายงานระบุว่า เรื่องราวสุดสะเทือนใจของ “ดิงเจิน” สาววัย 28 ปี ที่ยืนชูป้ายติดรูปภาพหน้าตาของสามี พร้อมกับแจกใบปลิวประกาศให้กับผู้ที่ผ่านไปมาในสวนสาธารณะใจกลางเมืองจี่หนาน มณฑลชานตง โดยเธอก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา เพียงเพราะต้องหาตามหาสามีและลูกชายขวบเศษที่ขาดการติดต่อไป

จากป้ายประกาศที่เธอยืนถืออยู่นั้น เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้สังคมได้ทราบว่า เมื่อปี 2013 เธอกับสามีได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ทุกอย่างดูราบรื่นดี พวกเขามีลูกชายด้วยกันและเพิ่งคลอดออกมาเมื่อช่วงต้นปี 2015 แต่ต่อมาหลังจากที่เธอคลอดลูกได้ 2 เดือน เธอเริ่มมีอาการผิดปกติ ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกระยะหนึ่ง

กระทั่งข่าวร้ายมาเยือน เมื่อแพทย์วินิจฉัยพบว่า เธอมีอาการของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมียกลุ่มลิมโฟซิติค ทำให้ร่างกายของเธอทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ดิงเจิน แทบไม่มีโอกาสได้เลี้ยงลูกน้อยที่เพิ่งเกิดเลย ก่อนที่เธอจะเข้าทำการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเคมีบำบัด ท่ามกลางสุขภาพร่างกายที่ย่ำแย่ ยังต้องมาเผชิญกับข่าวร้ายซ้ำอีกรอบ

สามีของเธอได้ตัดสินใจหย่าร้างกับเธอ หลังจากที่พบว่าเธอป่วยเป็นโรคร้าย โดยตลอดเวลาที่ทราบว่า เธอเป็นโรคมะเร็งนั้น สามีแทบจะไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือดูแลเป็นกำลังใจเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่สามีของเธอจะหายตัวไป พร้อมกับนำลูกชายจากไปด้วย และทิ้งเงินเอาไว้ให้เพียง 15,000 หยวน เพื่อจ้างให้ไปรักษาตัวและหายไปจากชีวิตของเขา

อย่างไรก็ตาม ดิงเจิน ยังไม่สามารถติดต่อสามีและลูกของเธอได้ เธอพยายามทุกวิธีทางค้นหาและสืบเสาะหาเบาะแส เท่าที่เรี่ยวแรงจะมี แม้จะเฝ้ารอได้พบกับสามี ที่เบี้ยวนัดศาลจากกรณีที่ฟ้องหย่าร้างกันถึง 3 ครั้งแล้วก็ตาม ทำให้ยังไม่ทราบเลยว่า ตอนนี้พวกเขาไปอยู่ที่ไหน

ดิงเจิน ยังบอกอีกว่า เธอคิดถึงลูกชายเป็นอย่างมาก เธอมีเพียงอัลบั้มรูปภาพของลูกไว้ดูต่างหน้าเท่านั้น ปัจจุบันเธอต้องย้ายกลับไปอาศัยอยู่กับครอบครัว ที่บ้านเช่าเล็กๆ ห่างจากตัวเมือง ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการป่วยก็ยังต้องใช้ต่อเนื่อง ยังต้องใช้ค่ารักษาผ่าตัดอีกจำนวนหลายล้านหยวน เธอก็ยังไม่ทราบว่าจะหาเงินก้อนนั้นมาจากที่ไหน แต่ตอนนี้เธอแค่หวังว่า ลูกชายของเธอจะแข็งแรงดีก็พอ

สาวจีน,คลิปดัง, กินข้าวโพดผ่านสว่าน, กระชากผมหลุดทั้งแผง

สาวจีนคลิปดัง กินข้าวโพดผ่านสว่าน กระชากผมหลุดทั้งแผง

สาวจีนคลิปดัง กินข้าวโพดผ่านสว่าน กระชากผมหลุดทั้งแผง

คลิปดังไปทั่วโลก สาวจีนทดลองกินข้าวโพดโดยใช้สว่านไฟฟ้า แต่ผมเข้าไปพันกับสว่าน ทำให้กระชากผมและหนังศีรษะหลุด กลายเป็นคลิปสยองระดับโลก

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า คลิปวิดีโอภาพหญิงสาวเล่นพิเรนทร์ ทดลองการกินข้าวโพดด้วยวิธีที่กำลังเป็นที่นิยมในโลกโซเชียลมีเดีย เสียบฝักข้าวโพดเข้ากับสว่านไฟฟ้า ก่อนจะทานเข้าปากได้อย่างรวดเร็ว แต่ปรากฏว่าเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อเส้นผมของเธอเกิดพันติดกับสว่าน

ตามรายงานระบุว่า คลิปวิดีโอหญิงสาวชาวจีนหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ตั้งกล้องและโชว์ทดลองการทานข้าวโพดด้วยวิธีที่กำลังได้รับความนิยมกันอยู่ในตอนนี้ ด้วยการเสียบฝักข้าวโพดเข้ากับสว่านไฟฟ้า ก่อนจะเปิดสวิตซ์และอ้าปากทานข้าวโพดที่หมุนอยู่เข้าปากได้อย่างรวดเร็ว

แต่ดูเหมือนสิ่งที่ตั้งใจจะให้เป็นกลับเกิดความผิดพลาด เมื่อระหว่างที่หญิงสาวอ้าปากทานข้าวโพดอยู่นั้น เส้นผมที่ยาวสลวยของเธอดันพันติดกับสว่าน กลายเป็นภาพน่าสะพรึงกลัว เมื่อแรงดึงจากสว่านไฟฟ้ากระชากผมของเธอหลุดออกมา ทำให้ศีรษะของเธอแหว่งไปทันตา

คลิปวิดีโอได้มีผู้คนคลิกดูนับล้านครั้ง ก่อนจะแชร์แพร่กระจายไปทั่วโลก รวมทั้งเมืองไทยด้วย เพจเฟซบุ๊กชื่อดังหลายแห่งลงคลิปดังกล่าวเตือนเป็นอุทาหรณ์ของคนที่อยากจะทดลองความพิเรนทร์เช่นนี้ และกลายเป็นคลิปวิดีโอดังกล่าวไปทั่วโซเชียลมีเดียในพริบตา

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าภาพจากคลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การแสดงแต่อย่างใด ล่าสุดหญิงสาวคนดังกล่าวได้เดินทางไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดที่ศีรษะ หลังจากที่สว่านกระชากผมส่วนหน้าของเธอหลุดไปทั้งแผง

เบื้องต้นแพทย์ได้ทำแผลที่เกิดขึ้นจากแรงกระชาก และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าว จำเป็นจะต้องปลูกผม เพื่อทดแทนเส้นผมที่เสียหายไป แต่ยังต้องรอให้บาดแผลที่เกิดขึ้นแห้งก่อน จึงจะสามารถปลูกผมให้กลับไปเป็นทรงเหมือนเดิม